แชร์

Matcha No Hi (抹茶の日, มัทฉะโนะฮิ)

อัพเดทล่าสุด: 28 ม.ค. 2026
วันที่ 6 กุมภาพันธ์ของทุกปีในประเทศญี่ปุ่นจะมีการเฉลิมฉลอง Matcha No Hi หรือ “วันแห่งมัทฉะ” ซึ่งเป็นวันที่สะท้อนถึงความสำคัญของมัทฉะในฐานะเครื่องดื่มดั้งเดิมที่มีบทบาทลึกซึ้งในวิถีชีวิต และวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน

 

จุดเริ่มต้นของการกำหนดวัน Matcha No Hi

Matcha No Hi ได้รับการกำหนดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1992 โดย Nishio City Tea Industry Promotion Council (สภาส่งเสริมอุตสาหกรรมชาเมืองนิชิโอะ จังหวัดไอจิ ประเทศญี่ปุ่น) เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 120 ปีของการผลิตชาในเมืองนิชิโอะ

 

เมืองนิชิโอะกับบทบาทการเป็นแหล่งผลิตมัทฉะสำคัญ

เมืองนิชิโอะเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตมัทฉะที่สำคัญที่สุดของประเทศญี่ปุ่น และมีชื่อเสียงในฐานะเมืองที่มีสัดส่วนการผลิตมัทฉะสูงกว่าชาประเภทอื่น ด้วยเหตุนี้มัทฉะจากเมืองนิชิโอะจึงถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายทั้งในพิธีชงชาแบบดั้งเดิม อุตสาหกรรมขนมหวาน ตลอดจนเครื่องดื่มร่วมสมัยในคาเฟ่ทั่วประเทศ

 

ความหมายของวันที่ 6 กุมภาพันธ์ในบริบทพิธีชงชา

การกำหนดวันที่ 6 เดือน กุมภาพันธ์ให้เป็นวันแห่งมัทฉะมีความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับพิธีชงชาแบบญี่ปุ่น โดยสัมพันธ์กับอุปกรณ์สำคัญที่เรียกว่า “Furo” (風炉) ซึ่งเป็นเตาพกพาสำหรับต้มน้ำที่ใช้ในพิธีชงชาแบบดั้งเดิม ความเชื่อมโยงดังกล่าวมาจากการเล่นคำตามหลัก Goroawase โดยคำว่า “Fu” (ふ) พ้องเสียงกับเลข 2 ซึ่งตรงกับเดือน กุมภาพันธ์ และคำว่า “Ro” (ろ) พ้องเสียงกับเลข 6

 

รากฐานของมัทฉะจากประเทศจีน

มัทฉะมีรากฐานมาจากประเทศจีนในสมัยราชวงศ์ถัง (ค.ศ. 618-907) และถูกนำเข้ามายังประเทศญี่ปุ่นในช่วงศตวรรษที่ 12 โดยพระสงฆ์ชื่อว่า Eisai ได้นำเมล็ดพันธุ์ชา และองค์ความรู้ด้านการผลิตชาผงกลับมายังประเทศญี่ปุ่น หลังจากเดินทางไปศึกษาพุทธศาสนานิกายเซนในประเทศจีน

 

บทบาทของพระ Eisai ต่อการเผยแพร่วัฒนธรรมชา

พระ Eisai เล็งเห็นว่าการดื่มชาช่วยให้พระสงฆ์สามารถครองสติ และตื่นตัวระหว่างการทำสมาธิได้ดีขึ้น จึงเริ่มศึกษาความรู้เกี่ยวกับชา และเขียนตำราขึ้นมาชื่อว่า Kissa Yōjōki (喫茶養生記) หรือ “ตำราว่าด้วยการดื่มชา เพื่อการบำรุงสุขภาพ”


ตำราเล่มนี้ถือเป็นตำราเก่าแก่ที่สุดของประเทศญี่ปุ่นที่กล่าวถึงคุณประโยชน์ของชาต่อสุขภาพ โดยอธิบายถึงบทบาทของชาในฐานะเครื่องดื่มที่ช่วยส่งเสริมทั้งสุขภาพร่างกาย และความสมดุลของจิตใจอย่างเป็นระบบ

 

วัฒนธรรมการดื่มชาในยุค Kamakura Bakufu

ในช่วงศตวรรษที่ 13 ภายใต้การปกครองของรัฐบาล Kamakura Bakufu การดื่มชาได้รับพัฒนาขึ้นจนกลายเป็นสัญลักษณ์ของสถานะทางสังคมในหมู่ชนชั้นสูง โดยมีการจัดกิจกรรมที่เรียกว่า “闘茶-Toucha” (โทฉะ) หรือการแข่งขันชิมชา ซึ่งผู้เข้าร่วมจะต้องทายแหล่งที่มาของชา โดยเฉพาะชาที่มาจากเกียวโต ซึ่งถือเป็นชาคุณภาพสูงสุดในยุคนั้น และเป็นชาที่ปลูกจากเมล็ดพันธุ์ที่พระ Eisai นำเข้ามาจากประเทศจีน

 

การพัฒนาเครื่องบดชาในศตวรรษที่ 14

ต่อมาในศตวรรษที่ 14 มีการประดิษฐ์เครื่องบดหินที่ออกแบบมา เพื่อบดชาโดยเฉพาะ ส่งผลให้ได้ผงชาที่มีความละเอียด และคุณภาพสูงกว่าการบดด้วย 薬研- Yagen (ยาเกน) ซึ่งเป็นอุปกรณ์การบดสมุนไพรแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น ขณะเดียวกันชนชั้นสูงในสังคมญี่ปุ่นยังนิยมใช้เครื่องบดชาดินเผาที่นำเข้าจากประเทศจีนซึ่งมีราคาสูง เพื่อเป็นเครื่องบ่งชี้ฐานะ และสถานะทางสังคมด้วย

 

Sen no Rikyū กับการวางรากฐานพิธีชงชา

ในช่วงศตวรรษที่ 16 Sen no Rikyū (เซ็น โนะ ริคิว) บุคคลผู้ทรงอิทธิพล และได้รับการยกย่องสูงสุดในประวัติศาสตร์พิธีชงชาของญี่ปุ่น ได้วางรากฐานหลักการสำคัญของพิธีชงชาไว้ 4 ประการ ได้แก่
  • 和 – Wa ความกลมกลืน และความสามัคคีระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และสรรพสิ่ง
  • 敬 – Kei ความเคารพ ความนอบน้อม และการให้เกียรติซึ่งกันและกัน
  • 清 – Sei ความบริสุทธิ์ และความสะอาด ทั้งในเชิงกายภาพ และจิตใจ
  • 寂 – Jaku ความสงบ ความเงียบงัน และสภาวะจิตที่หลุดพ้นจากความวุ่นวาย

 

ปรัชญาพิธีชงชากับวัฒนธรรมญี่ปุ่น

หลักการทั้ง 4 ประการนี้ ไม่เพียงสะท้อนถึงแนวคิดด้านสุนทรียศาสตร์ของพิธีชงชาเท่านั้น แต่ยังเป็นปรัชญาแห่งการดำเนินชีวิตที่หยั่งรากลึกอยู่ในวัฒนธรรมญี่ปุ่นอย่างลึกซึ้งอีกด้วย


Sen no Rikyū ได้เปลี่ยนแปลงพิธีชงชาจากกิจกรรมที่ใช้แสดงความมั่งคั่ง และสถานะทางสังคม ให้กลายเป็นการปฏิบัติทางจิตวิญญาณที่ให้คุณค่ากับความเรียบง่าย เขาส่งเสริมการใช้เครื่องมือที่ผลิตในท้องถิ่น เครื่องเคลือบดินเผาที่มีลักษณะเรียบง่าย หรือดูไม่ประณีตนัก รวมถึงห้องชงชาขนาดเล็กที่มีบรรยากาศสงบ และสมถะ ทั้งหมดนี้สะท้อนแนวคิด 侘び-Wabi (วาบิ) ซึ่งมองเห็นความงามในความไม่สมบูรณ์แบบ ความอ่อนน้อมถ่อมตน และการตระหนักรู้อยู่กับปัจจุบัน

การสืบทอดพิธีชงชาหลังยุค Sen no Rikyū

ภายหลังการจากไปของ Sen no Rikyū พิธีชงชาก็ได้รับการสืบทอดโดยหลานชายของเขา คือ Sōtan และลูกชายทั้งสามของ Sōtan พวกเขาได้ก่อตั้งสำนักพิธีชงชาสามสายที่ยังคงดำเนินกิจการมาจนถึงปัจจุบัน ได้แก่ 裏千家 (Urasenke), 表千家(Omotesenke) และ 武者小路千家 (Mushakōjisenke)

 

ความแตกต่างของสำนักพิธีชงชา

แต่ละสำนักจะมีความแตกต่างกันในรายละเอียดของวิธีการตีชา การเลือกใช้เครื่องมือ และระดับความเป็นทางการของพิธีกรรม แต่ทุกสำนักจะยึดมั่น และรักษาหลักการพื้นฐานที่ Sen no Rikyū ได้วางรากฐานไว้เป็นแก่นสำคัญของพิธีชงชา

 

เทคนิคการปลูกชาที่เป็นเอกลักษณ์ของมัทฉะญี่ปุ่น

ความเป็นเอกลักษณ์ของมัทฉะในญี่ปุ่นมีรากฐานมาจากเทคนิคการปลูกชาในที่ร่ม ซึ่งเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 15 เทคนิคดังกล่าวในช่วงแรกมีวัตถุประสงค์ เพื่อป้องกันยอดชาไม่ให้ได้รับความเสียหายจากน้ำค้างแข็ง อย่างไรก็ตามแนวทางการปลูกชานี้กลับนำไปสู่การพัฒนามัทฉะญี่ปุ่นที่มีสีเขียวสดใส และมีกลิ่นรสเฉพาะตัว

 

ผลของการปลูกชาในที่ร่มต่อคุณลักษณะของมัทฉะ

การจำกัดปริมาณแสงแดดส่งผลให้กระบวนการสังเคราะห์แสงในใบชาถูกยับยั้ง ช่วยรักษา Theanine ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่ให้รสอูมามิ ไม่ให้เปลี่ยนไปเป็นแทนนินที่ก่อให้เกิดรสฝาด อีกทั้งยังช่วยเพิ่มปริมาณคลอโรฟิลล์ในใบชา ส่งผลให้มัทฉะมีสีเขียวสดใสอย่างโดดเด่น นอกจากนี้การปลูกชาในที่ร่มยังช่วยเพิ่มปริมาณกรดอะมิโน และคาเฟอีนในใบชา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่หล่อหลอมรสชาติ และคุณลักษณะเฉพาะของมัทฉะญี่ปุ่น

 

กิจกรรมเฉลิมฉลองวันแห่งมัทฉะในประเทศญี่ปุ่น

ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ของทุกปี ทั่วประเทศญี่ปุ่นจะมีการจัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ เพื่อเฉลิมฉลอง วันแห่งมัทฉะ โดยเฉพาะในเมืองที่มีชื่อเสียงด้านการผลิตมัทฉะ เช่น เมืองนิชิโอะ จังหวัดไอจิ และเมืองอุจิ จังหวัดเกียวโต กิจกรรมที่จัดขึ้นโดยทั่วไป ได้แก่
  • พิธีชงชาพิเศษ : ห้องชงชาหลายแห่งเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าร่วมพิธีชงชาในรูปแบบพิเศษ
  • การสาธิตการชงชา : อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญจะแสดงเทคนิคการชงมัทฉะอย่างถูกต้องตามแบบแผน
  • งานเทศกาลชา : มีการจัดจำหน่ายมัทฉะ และผลิตภัณฑ์จากมัทฉะคุณภาพสูงจากแหล่งผลิตต่าง ๆ
  • กิจกรรมการเรียนรู้ : การบรรยาย และนิทรรศการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของมัทฉะ และพิธีชงชา
  • การชิมมัทฉะ : เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ชิมมัทฉะในหลากหลายเกรด เพื่อเรียนรู้ความแตกต่างด้านรสชาติ และคุณภาพ

 

ความนิยมของมัทฉะในตลาดโลกปัจจุบัน

ปัจจุบันมัทฉะได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทั่วโลก ส่งผลให้ราคาของมัทฉะเกรดพิธีกรรมปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ผู้ผลิตต้องเร่งพัฒนากำลังการผลิตเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้น ปัจจุบันประเทศญี่ปุ่นมีการส่งออกมัทฉะในปริมาณมากกว่าที่เคยเป็นมา ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทของมัทฉะในฐานะวัตถุดิบสำคัญในตลาดอาหาร และเครื่องดื่มระดับโลก

บทความที่เกี่ยวข้อง
The Art of Chinese Tea Brewing
The Art of Chinese Tea Brewing : ศาสตร์แห่งการชงชาจีน และความเชื่อมโยงกับเทศกาลตรุษจีน
Japanese tea ceremony
Japanese Tea Ceremony : สัมผัสจิตวิญญาณแห่งเซนผ่าน “วิถีแห่งชา”
The Judgment of Paris EP : 1
The Judgment of Paris EP.1 : จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของวงการไวน์โลกเหตุการณ์ที่เขย่าวงการไวน์ทั่วโลก
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ