Screw Pepper (สกรู เปปเปอร์)
อัพเดทล่าสุด: 15 มิ.ย. 2026

Screw Pepper (สกรู เปปเปอร์) หรือที่คนไทยเรียกว่า “พริกเกลียว” เป็นหนึ่งในสายพันธุ์พริกที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นมากที่สุดชนิดหนึ่งของโลก มีลักษณะผลเรียวยาว และบิดโค้งเป็นเกลียวคล้ายสกรู อันเป็นที่มาของชื่อของพริกชนิดนี้
นอกจากรูปลักษณ์ที่แตกต่างจากพริกสายพันธุ์ทั่วไปแล้ว Screw Pepper ยังโดดเด่นด้วยเนื้อสัมผัสที่กรอบ มีความเผ็ดในระดับพอเหมาะ โดยมีระดับความเผ็ดอยู่ที่ประมาณ 5,000 - 30,000 SHU และกลิ่นหอมเฉพาะตัวที่ช่วยเสริมรสชาติของอาหารได้อย่างลงตัว จึงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในวงการอาหารทั่วโลก
หลักฐานทางโบราณคดี และการศึกษาทางพฤกษศาสตร์ระบุว่ามนุษย์ที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่เป็นประเทศเม็กซิโก และเปรูในปัจจุบัน เริ่มรู้จักการบริโภค และเพาะปลูกพริกป่ามาแล้วเมื่อประมาณ 6,000–9,000 ปีก่อน
สำหรับอารยธรรมโบราณในทวีปอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นชาวมายา ชาวแอซเท็ก หรือชาวอินคา พวกเขาต่างให้ความสำคัญกับพริกในหลากหลายมิติ นอกจากจะใช้เป็นส่วนประกอบในการปรุงอาหารแล้ว พริกยังถูกนำมาใช้ในทางการแพทย์พื้นบ้าน เพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วยบางประเภท รวมถึงมีบทบาทในพิธีกรรมทางศาสนา และความเชื่อของชนพื้นเมืองอีกด้วย
อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาดังกล่าว พริกยังคงเป็นพืชที่พบเฉพาะในโลกใหม่ หรือทวีปอเมริกาเท่านั้น ก่อนที่การสำรวจทางทะเล และการค้าโลกในช่วงปลายศตวรรษที่ 15 จะนำพืชชนิดนี้เดินทางข้ามมหาสมุทรไปยังยุโรป เอเชีย และแอฟริกา จนกลายเป็นหนึ่งในพืชที่แพร่หลายที่สุดของโลก และเป็นรากฐานสำคัญที่นำไปสู่การพัฒนาพริกสายพันธุ์ต่าง ๆ รวมถึง Screw Pepper ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน
พริกเดินทางเข้าสู่ประเทศจีนในช่วงปลายราชวงศ์หมิงประมาณทศวรรษที่ 1570 ผ่านเส้นทางการค้าสายไหม โดยพ่อค้าชาวโปรตุเกส และสเปนที่เข้ามาค้าขายในมาเก๊า และมณฑลชายฝั่งตะวันออกของจีน ชาวจีนเรียกพริกว่า “番椒” (ฟานเจียว) ซึ่งหมายถึงพริกจากต่างแดน หรือ “海椒” (ไห่เจียว) ที่แปลว่าพริกจากทะเล
อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป พริกเริ่มได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในฐานะวัตถุดิบประกอบอาหาร โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ และภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน ซึ่งตามแนวคิดการแพทย์แผนจีนเชื่อว่าอาหารที่มีรสเผ็ดร้อนมีคุณสมบัติช่วย “ขับความชื้น” ออกจากร่างกาย และส่งเสริมความสมดุลของพลังภายใน ด้วยเหตุนี้พริกจึงค่อย ๆ เข้ามามีบทบาทสำคัญในวิถีการบริโภคของชาวจีน
ความนิยมของพริกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดหลายศตวรรษ ได้ส่งผลให้มณฑลหูหนานกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของวัฒนธรรมอาหารรสเผ็ดของจีน ผู้คนในภูมิภาคนี้ไม่เพียงบริโภคพริกในปริมาณมากเท่านั้น แต่ยังพัฒนาภูมิปัญญาด้านการเพาะปลูก และการคัดเลือกพันธุ์พริกอย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่การถือกำเนิดของ “Screw Peper”
ในการปรุงอาหารเมนูนี้ เชฟจะนำ Screw Peper ลงคั่วในกระทะที่ร้อนจัดโดยไม่ใช้น้ำมันก่อน ซึ่งเป็นเทคนิคที่เรียกว่า “การคั่วแห้ง” ด้วยลักษณะเปลือกที่บาง และเนื้อที่มีความชุ่มน้ำพอเหมาะ เมื่อสัมผัสกับความร้อนสูง ผิวของพริกจะเกิดปฏิกิริยา Maillard จนเป็นรอยไหม้สีน้ำตาลเข้มหรือดำเป็นหย่อม ๆ คล้ายลวดลายบนหนังเสือ ซึ่งในวงการอาหารจีนเรียกว่า “Tiger-skin Effect”
กระบวนการดังกล่าวไม่เพียงช่วยเพิ่มสีสัน และเนื้อสัมผัสให้แก่พริกเท่านั้น แต่ยังช่วยดึงกลิ่นหอมตามธรรมชาติ และกลิ่นควันไฟออกมาอย่างเด่นชัด พร้อมลดกลิ่นเขียว และความเฝื่อนที่พบในพริกสดได้เป็นอย่างดี หลังจากนั้นจึงนำไปผัดร่วมกับหมูสามชั้นสไลซ์บาง กระเทียม และเครื่องปรุงรสต่าง ๆ จนเกิดเป็นอาหารที่มีรสชาติเข้มข้น และมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์
ปัจจุบัน Screw Peper ไม่ได้เป็นเพียงวัตถุดิบท้องถิ่นของจีนตอนใต้เท่านั้น แต่ได้กลายเป็นหนึ่งในสายพันธุ์พริกที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ และวัฒนธรรมอาหารของจีน โดยมีการบริโภคตลอดทั้งปี และมีบทบาทสำคัญในอาหารจีนร่วมสมัยจำนวนมาก
นอกจากรูปลักษณ์ที่แตกต่างจากพริกสายพันธุ์ทั่วไปแล้ว Screw Pepper ยังโดดเด่นด้วยเนื้อสัมผัสที่กรอบ มีความเผ็ดในระดับพอเหมาะ โดยมีระดับความเผ็ดอยู่ที่ประมาณ 5,000 - 30,000 SHU และกลิ่นหอมเฉพาะตัวที่ช่วยเสริมรสชาติของอาหารได้อย่างลงตัว จึงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในวงการอาหารทั่วโลก
ต้นกำเนิดของพริกจากทวีปอเมริกาสู่ระดับโลก
Screw Pepper เป็นพริกที่จัดอยู่ในสปีชีส์ Capsicum annuum ซึ่งเป็นกลุ่มพริกที่มีการเพาะปลูกแพร่หลายมากที่สุดในโลก โดยมีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในทวีปอเมริกากลาง และอเมริกาใต้ ก่อนจะแพร่กระจายไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลกหลักฐานทางโบราณคดี และการศึกษาทางพฤกษศาสตร์ระบุว่ามนุษย์ที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่เป็นประเทศเม็กซิโก และเปรูในปัจจุบัน เริ่มรู้จักการบริโภค และเพาะปลูกพริกป่ามาแล้วเมื่อประมาณ 6,000–9,000 ปีก่อน
สำหรับอารยธรรมโบราณในทวีปอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นชาวมายา ชาวแอซเท็ก หรือชาวอินคา พวกเขาต่างให้ความสำคัญกับพริกในหลากหลายมิติ นอกจากจะใช้เป็นส่วนประกอบในการปรุงอาหารแล้ว พริกยังถูกนำมาใช้ในทางการแพทย์พื้นบ้าน เพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วยบางประเภท รวมถึงมีบทบาทในพิธีกรรมทางศาสนา และความเชื่อของชนพื้นเมืองอีกด้วย
อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาดังกล่าว พริกยังคงเป็นพืชที่พบเฉพาะในโลกใหม่ หรือทวีปอเมริกาเท่านั้น ก่อนที่การสำรวจทางทะเล และการค้าโลกในช่วงปลายศตวรรษที่ 15 จะนำพืชชนิดนี้เดินทางข้ามมหาสมุทรไปยังยุโรป เอเชีย และแอฟริกา จนกลายเป็นหนึ่งในพืชที่แพร่หลายที่สุดของโลก และเป็นรากฐานสำคัญที่นำไปสู่การพัฒนาพริกสายพันธุ์ต่าง ๆ รวมถึง Screw Pepper ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน
การเดินทางของพริกสู่ทวีปเอเชียและประเทศจีน
การแพร่กระจายของพริกจากโลกใหม่สู่ทวีปเอเชียนับเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์อาหารโลก เนื่องจากพริกไม่ใช่พืชพื้นเมืองของภูมิภาคนี้ แต่กลับกลายเป็นองค์ประกอบหลักของอาหารเอเชียหลายประเทศ โดยเอกสารทางประวัติศาสตร์ระบุว่า พริกถูกนำเข้าสู่อินเดียก่อนจะแพร่กระจายไปยังประเทศจีน และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทยพริกเดินทางเข้าสู่ประเทศจีนในช่วงปลายราชวงศ์หมิงประมาณทศวรรษที่ 1570 ผ่านเส้นทางการค้าสายไหม โดยพ่อค้าชาวโปรตุเกส และสเปนที่เข้ามาค้าขายในมาเก๊า และมณฑลชายฝั่งตะวันออกของจีน ชาวจีนเรียกพริกว่า “番椒” (ฟานเจียว) ซึ่งหมายถึงพริกจากต่างแดน หรือ “海椒” (ไห่เจียว) ที่แปลว่าพริกจากทะเล
จากไม้ประดับสู่หัวใจสำคัญของอาหารหูหนาน
ในช่วงแรกพริกไม่ได้ถูกนำมาใช้เป็นอาหาร แต่ถูกปลูกเป็นไม้ประดับในสวนของชนชั้นสูง โดยบันทึกทางประวัติศาสตร์ฉบับแรกของจีนที่กล่าวถึงพริกคือหนังสือ Zunsheng Bajian (บันทึกการใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดี) เขียนโดย Gao Lian ในปี ค.ศ. 1591 ซึ่งระบุว่าพริกมีดอกสีขาว และผลสีแดง ใช้สำหรับชม เพื่อความสวยงามอย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป พริกเริ่มได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในฐานะวัตถุดิบประกอบอาหาร โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ และภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน ซึ่งตามแนวคิดการแพทย์แผนจีนเชื่อว่าอาหารที่มีรสเผ็ดร้อนมีคุณสมบัติช่วย “ขับความชื้น” ออกจากร่างกาย และส่งเสริมความสมดุลของพลังภายใน ด้วยเหตุนี้พริกจึงค่อย ๆ เข้ามามีบทบาทสำคัญในวิถีการบริโภคของชาวจีน
ความนิยมของพริกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดหลายศตวรรษ ได้ส่งผลให้มณฑลหูหนานกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของวัฒนธรรมอาหารรสเผ็ดของจีน ผู้คนในภูมิภาคนี้ไม่เพียงบริโภคพริกในปริมาณมากเท่านั้น แต่ยังพัฒนาภูมิปัญญาด้านการเพาะปลูก และการคัดเลือกพันธุ์พริกอย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่การถือกำเนิดของ “Screw Peper”
เคล็ดลับความอร่อยของ Screw Pepper ในเมนู “หมูผัดพริกสไตล์ชนบท”
เมนูที่มีบทบาทสำคัญที่ทำให้ Screw Peper มีชื่อเสียงในประเทศจีน คือ “农家小炒肉” (หนงเจียเสี่ยวเฉ่าโร่ว) หรือหมูผัดพริกสไตล์ชนบท อาหารพื้นบ้านอันเลื่องชื่อของมณฑลหูหนาน ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในเมนูที่สะท้อนอัตลักษณ์ของอาหารหูหนานได้อย่างชัดเจนที่สุดในการปรุงอาหารเมนูนี้ เชฟจะนำ Screw Peper ลงคั่วในกระทะที่ร้อนจัดโดยไม่ใช้น้ำมันก่อน ซึ่งเป็นเทคนิคที่เรียกว่า “การคั่วแห้ง” ด้วยลักษณะเปลือกที่บาง และเนื้อที่มีความชุ่มน้ำพอเหมาะ เมื่อสัมผัสกับความร้อนสูง ผิวของพริกจะเกิดปฏิกิริยา Maillard จนเป็นรอยไหม้สีน้ำตาลเข้มหรือดำเป็นหย่อม ๆ คล้ายลวดลายบนหนังเสือ ซึ่งในวงการอาหารจีนเรียกว่า “Tiger-skin Effect”
กระบวนการดังกล่าวไม่เพียงช่วยเพิ่มสีสัน และเนื้อสัมผัสให้แก่พริกเท่านั้น แต่ยังช่วยดึงกลิ่นหอมตามธรรมชาติ และกลิ่นควันไฟออกมาอย่างเด่นชัด พร้อมลดกลิ่นเขียว และความเฝื่อนที่พบในพริกสดได้เป็นอย่างดี หลังจากนั้นจึงนำไปผัดร่วมกับหมูสามชั้นสไลซ์บาง กระเทียม และเครื่องปรุงรสต่าง ๆ จนเกิดเป็นอาหารที่มีรสชาติเข้มข้น และมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์
Screw Pepper กับความสำเร็จในฐานะพืชเศรษฐกิจ
เมื่อเมนูนี้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ความต้องการ Screw Peper จึงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศจีน มีการขยายพื้นที่เพาะปลูกจากแหล่งดั้งเดิมในมณฑลหูหนานไปยังมณฑลอื่น ๆ เช่น กุ้ยโจว ซานตง เหอหนาน และส่านซี เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดที่เติบโตอย่างต่อเนื่องปัจจุบัน Screw Peper ไม่ได้เป็นเพียงวัตถุดิบท้องถิ่นของจีนตอนใต้เท่านั้น แต่ได้กลายเป็นหนึ่งในสายพันธุ์พริกที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ และวัฒนธรรมอาหารของจีน โดยมีการบริโภคตลอดทั้งปี และมีบทบาทสำคัญในอาหารจีนร่วมสมัยจำนวนมาก
Tags :
บทความที่เกี่ยวข้อง
การเดินทางของ ช็อกโกแลต จากเครื่องดื่มพิธีกรรมของชาวเมโสอเมริกัน สู่ของหวานที่คนทั่วโลกชื่นชอบ
ทำความรู้จัก Turkish Delight (เตอร์กิช ดีไลท์) ขนมหวานที่สร้างขึ้นเพื่อเอาใจภรรยาสุลต่านจากดินแดนสองทวีป


