แชร์

Bovril (บอฟริล)

อัพเดทล่าสุด: 15 มิ.ย. 2026

"Bovril" คืออะไร? เอกลักษณ์ความอร่อยสไตล์อังกฤษ

Bovril (บอฟริล) คือผลิตภัณฑ์เนื้อวัวสกัดเข้มข้นในรูปแบบ Paste มีลักษณะเป็นสีน้ำตาลเข้ม เนื้อสัมผัสเหนียวข้น มีรสชาติเค็มนำผสมผสานกับความกลมกล่อมแบบอูมามิ สามารถนำมารับประทานได้หลากหลายรูปแบบ เช่น ทาบนขนมปังปิ้ง ละลายในน้ำร้อนเพื่อทำเป็นซุป รวมถึงใช้เป็นส่วนผสม หรือเครื่องปรุงเพื่อเสริมรสชาติให้แก่อาหารเมนูต่าง ๆ

 

นวัตกรรมถนอมอาหารจากยุคสงครามฝรั่งเศส–ปรัสเซีย

เรื่องราวของ Bovril มีจุดเริ่มต้นย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1870 ท่ามกลางสงครามฝรั่งเศส–ปรัสเซีย ในช่วงเวลาดังกล่าวกองทัพฝรั่งเศสมีความต้องการเสบียงอาหารจำนวนมหาศาลเพื่อรองรับกองกำลังพลนับแสนนาย โดยเฉพาะเนื้อวัว ซึ่งถือเป็นแหล่งพลังงาน และโปรตีนที่สำคัญสำหรับทหาร

อย่างไรก็ตามการจัดหา และขนส่งเนื้อสดในปริมาณมากยังคงเป็นความท้าทายอย่างมาก เนื่องจากในยุคนั้นยังไม่มีเทคโนโลยีทำความเย็น และระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพเหมือนปัจจุบัน ส่งผลให้เนื้อสัตว์มีความเสี่ยงต่อการเน่าเสียระหว่างการเก็บรักษา และการเดินทางเป็นอย่างมาก

ด้วยเหตุนี้กองทัพฝรั่งเศสจึงมอบหมายให้ John Lawson Johnston พ่อค้าเนื้อชาวสกอตแลนด์ที่อพยพไปประกอบธุรกิจในประเทศแคนาดา หาวิธีแก้ไขปัญหาดังกล่าว ด้วยประสบการณ์อันยาวนานในอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ Johnston จึงเกิดไอเดียในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากเนื้อวัวที่สามารถขนส่งได้สะดวก เก็บรักษาได้นาน และยังคงคุณค่าทางโภชนาการไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เขาทดลองสกัดเนื้อวัวให้กลายเป็นของเหลวเข้มข้นที่อุดมไปด้วยสารอาหาร สามารถเก็บรักษาได้นาน และขนส่งได้ง่าย ซึ่งกระบวนการผลิตในยุคแรกเขาอาศัยการนำ Albumin ซึ่งเป็นโปรตีนสำคัญที่พบในพลาสมาเลือด มาผสมกับเนื้อวัวที่ผ่านกระบวนการทำให้แห้ง ลดปริมาณไขมัน และบดละเอียด ก่อนนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เข้มข้นในลักษณะ Paste และเขาตั้งชื่อผลิตภัณฑ์นี้ในตอนแรกว่า “Johnston's Fluid Beef” (เนื้อวัวเหลวของจอห์นสตัน)

ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวถือเป็นนวัตกรรมด้านการถนอมอาหารที่ก้าวหน้าสำหรับยุคนั้น เนื่องจากไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาด้านการเก็บรักษา และการขนส่งเนื้อสัตว์ได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ในรูปแบบใหม่ด้วย

 

ที่มาของชื่อ “Bovril” พลังแห่งโคและนวนิยายไซไฟ

ต่อมาในปี ค.ศ. 1884 Johnston นำผลิตภัณฑ์ของเขากลับมาบุกเบิกตลาดในสหราชอาณาจักร พร้อมก่อตั้งบริษัทอย่างเป็นทางการเพื่อขยายการผลิต และการจัดจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ ในช่วงเวลานี้เอง เขาตัดสินใจปรับภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ด้วยการตั้งชื่อแบรนด์ใหม่ เพื่อให้จดจำได้ง่าย และฟังดูทรงพลังยิ่งขึ้น โดยเปลี่ยนมาใช้ชื่อว่า “Bovril”

ชื่อ “Bovril” เกิดจากการผสมคำระหว่างคำว่า Bovine ซึ่งหมายถึง “โค” หรือ “วัว” กับคำว่า Vril ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากนวนิยายวิทยาศาสตร์ชื่อดังในยุควิกตอเรียเรื่อง The Coming Race ที่ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1871 ผลงานของ Edward Bulwer-Lytton โดยในเรื่อง คำว่า “Vril” ถูกใช้เพื่ออธิบายถึงพลังงานลึกลับที่มอบพละกำลัง และอำนาจอันเหนือชั้นให้แก่สิ่งมีชีวิต

การตั้งชื่อดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดทางการตลาดของ Johnston ที่ต้องการสื่อว่าผลิตภัณฑ์ของเขาเป็นแหล่งพลังงาน และสารอาหารเข้มข้น ซึ่งสามารถช่วยเสริมพละกำลัง และฟื้นฟูร่างกายได้

 

เสบียงหลักในสมรภูมิสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2

ด้วยคุณสมบัติที่ให้พลังงานสูง พกพาสะดวก และช่วยคลายความหนาวเย็นได้ดีเมื่อนำมาชงกับน้ำร้อน Bovril จึงกลายเป็นเสบียงหลักของกองทัพอังกฤษ และนักสำรวจในยุคต่อมา

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 Bovril ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในฐานะ “อาหารสงคราม” ที่มีบทบาทสำคัญต่อการสนับสนุนกำลังพล โดยมีการจัดส่ง และแจกจ่ายให้แก่ทหารในแนวหน้า เนื่องจากเป็นอาหารที่เก็บรักษาได้นาน พกพาสะดวก และสามารถเตรียมรับประทานได้อย่างรวดเร็ว

ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สหราชอาณาจักรต้องเผชิญกับมาตรการปันส่วนอาหารอย่างเข้มงวด สถานการณ์นี้ทำให้ Bovril มีบทบาทสำคัญมากขึ้นในชีวิตประจำวันของประชาชน เนื่องจากเนื้อสัตว์ และวัตถุดิบอาหารหลายชนิดมีจำนวนจำกัด ผู้คนจึงนิยมนำ Bovril มาทาบนขนมปัง หรือใช้เป็นส่วนผสมในซุป สตูว์ และอาหารประเภทต่าง ๆ เพื่อเพิ่มรสชาติ และความกลมกล่อมให้แก่อาหาร ตลอดจนช่วยทดแทนรสชาติจากเนื้อสัตว์ที่ขาดแคลนในช่วงเวลานั้น

 

เครื่องดื่มคลายหนาวคู่ "วัฒนธรรมฟุตบอลอังกฤษ"

นอกเหนือจากบทบาทในช่วงสงครามแล้ว Bovril ยังได้แทรกซึมเข้าสู่วัฒนธรรมป๊อป และวิถีชีวิตประจำวันของผู้คนในสหราชอาณาจักรด้วย โดยเฉพาะ “วัฒนธรรมฟุตบอล”

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 จนถึงปัจจุบัน การไปชมการแข่งขันฟุตบอลในสหราชอาณาจักรในช่วงฤดูหนาวเป็นสิ่งที่ท้าทายมาก เนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวจัด และมีลมแรง โดยเครื่องดื่มที่แฟนบอลนิยมซื้อดื่มในช่วงพักครึ่งไม่ใช่กาแฟหรือชาทั่วไป แต่เป็น Bovril ที่นำมาชงเป็นซุปร้อน ๆ ในถ้วยกระดาษ

การถือถ้วย Bovril ร้อน ๆ ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นระหว่างชมการแข่งขันฟุตบอล กลายเป็นภาพจำ และประเพณีที่ขาดไม่ได้สำหรับแฟนบอลชาวอังกฤษมาจนถึงทุกวันนี้

 

การเปลี่ยนผ่านธุรกิจสู่อ้อมกอดของ Unilever

หลังการเสียชีวิตของ Johnston ในปี ค.ศ. 1900 ธุรกิจถูกส่งต่อให้ทายาท และขยายตัวอย่างต่อเนื่อง กระทั่งในปี ค.ศ. 1971 บริษัทถูกซื้อโดย Cavenham Foods กลุ่มธุรกิจอาหารรายใหญ่ของสหราชอาณาจักร ก่อนที่จะเปลี่ยนมือหลายครั้ง และท้ายที่สุดตกอยู่ภายใต้การบริหารของ Unilever หนึ่งในบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเข้าถือครองแบรนด์ในปี ค.ศ. 2001 ผ่านการควบรวมกิจการกับ Bestfoods

 

วิกฤตโรควัวบ้า (BSE) และการกลับมาของสูตรดั้งเดิม

หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Bovril เกิดขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 2000 เมื่อแบรนด์ต้องเผชิญกับความท้าทายจากวิกฤตโรควัวบ้า หรือ Bovine Spongiform Encephalopathy (BSE) ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมเนื้อวัวของสหราชอาณาจักร และทำให้หลายประเทศออกมาตรการจำกัดการนำเข้าเนื้อวัวจากอังกฤษ

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว Unilever ได้ตัดสินใจปรับสูตรผลิตภัณฑ์ครั้งสำคัญในปี ค.ศ. 2004 โดยนำส่วนผสมเนื้อวัวออกจากสูตร และเปลี่ยน Bovril ให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีพื้นฐานจากสารสกัดยีสต์เป็นหลัก

อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกลับสร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากผู้บริโภคชาวอังกฤษจำนวนมาก เนื่องจากหลายคนมองว่าเอกลักษณ์ที่แท้จริงของ Bovril อยู่ที่การเป็นผลิตภัณฑ์สกัดจากเนื้อวัว และการปรับสูตรครั้งนี้ทำให้ผลิตภัณฑ์สูญเสียรสชาติ และตัวตนดั้งเดิมที่สั่งสมมานานกว่าศตวรรษ

หลังจากยอดขายลดลง ประกอบกับสถานการณ์ด้านการส่งออกเนื้อวัวของสหราชอาณาจักรเริ่มคลี่คลาย บริษัทจึงตัดสินใจนำนื้อวัวกลับมาเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์อีกครั้งในปี ค.ศ. 2006 ส่งผลให้ Bovril กลับมาใกล้เคียงกับสูตรดั้งเดิมมากขึ้น และได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคที่ผูกพันกับแบรนด์มาอย่างยาวนาน

เหตุการณ์ครั้งนี้จึงถือเป็นบทเรียนสำคัญในประวัติศาสตร์ของ Bovril ที่สะท้อนให้เห็นว่า แม้แบรนด์จะต้องปรับตัวตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ และกฎระเบียบระหว่างประเทศ แต่การรักษาอัตลักษณ์ และความคาดหวังของผู้บริโภคก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามได้

ปัจจุบัน Bovril ยังคงได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในแบรนด์อาหารคลาสสิกที่ทรงอิทธิพลที่สุดของสหราชอาณาจักร ด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 140 ปี
Tags :

บทความที่เกี่ยวข้อง
Oreo (โอรีโอ้)
ย้อนรอยประวัติศาสตร์ Oreo (โอรีโอ้) : คุกกี้ชื่อดังในตำนานมูลค่ากว่าหมื่นล้านจากสหรัฐอเมริกา
Franklin & Sons
ย้อนรอยประวัติศาสตร์ Franklin & Sons แบรนด์เครื่องดื่มระดับพรีเมียมจากอังกฤษ: ตำนานแห่งรสชาติ และคุณภาพที่สืบทอด
Tenuta Sant'Ilario (เตนูต้า ซานติ ลารีโอ้)
ทำความรู้จัก “Tenuta Sant'Ilario” (เตนูต้า ซานติ ลารีโอ้) แบรนด์น้ำมันมะกอก Extra Virgin จากอิตาลี
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้