Sharwood's (ชาร์วูดส์)
อัพเดทล่าสุด: 19 มิ.ย. 2026

หากกล่าวถึงผลิตภัณฑ์อาหารเอเชียในสหราชอาณาจักร Sharwood's มักเป็นหนึ่งในแบรนด์แรก ๆ ที่ผู้บริโภคนึกถึง เพราะแบรนด์นี้ไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตเครื่องแกง ซอสปรุงอาหาร และเครื่องปรุงรสสำเร็จรูปเท่านั้น แต่ยังเปรียบเสมือนทูตทางวัฒนธรรมที่นำพากลิ่นอายของเครื่องเทศตะวันออกไปสู่โต๊ะอาหารของชาวตะวันตกมาอย่างยาวนาน
ด้วยเหตุนี้เขาจึงเติบโตมากับแม่เพียงลำพัง และหลังสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียน Heath Mount เขาก็เริ่มต้นทำงานในธุรกิจประกันภัย ก่อนจะย้ายไปทำงานในบริษัทจำหน่ายไวน์ ซึ่งทำให้เขาได้เรียนรู้ทั้งด้านการค้า การบริหารจัดการ และพฤติกรรมของผู้บริโภค
นอกจากนี้เขายังเป็นผู้ที่มีความสนใจในวัฒนธรรมต่างประเทศ มีใจรักการเดินทาง และสามารถสื่อสารภาษาฝรั่งเศส และภาษาเยอรมันได้อย่างคล่องแคล่ว ซึ่งถือเป็นทักษะสำคัญสำหรับนักธุรกิจในยุคที่การค้าระหว่างประเทศกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว
ครั้งหนึ่งเขามีโอกาสเดินทางไปยังประเทศอินเดีย และประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชีย สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของเขาไม่ได้มีเพียงสถาปัตยกรรม หรือวิถีชีวิตที่แตกต่างจากโลกตะวันตกเท่านั้น แต่ยังเป็น “รสชาติ” และ “กลิ่นหอม” ของเครื่องเทศนานาชนิดที่ชาวเอเชียใช้ในการประกอบอาหารด้วย
ระหว่างการเดินทาง เขาได้สัมผัสกับวัฒนธรรมการปรุงอาหารที่เต็มไปด้วยสีสัน และเอกลักษณ์ ตั้งแต่แกงกะหรี่ ไปจนถึงซอส และเครื่องปรุงพื้นเมืองจากภูมิภาคต่าง ๆ ประสบการณ์ดังกล่าวเขาจึงมองเห็นศักยภาพของอาหารเอเชียในฐานะสินค้าที่สามารถสร้างความสนใจให้แก่ผู้บริโภคชาวตะวันตกได้
ก่อนที่ในปีถัดมาจะจดทะเบียนบริษัทอย่างเป็นทางการ และก่อตั้งโรงงาน Offley Works ขึ้นที่วอกซ์ฮอลล์ กรุงลอนดอน การมีโรงงานเป็นของตนเองทำให้บริษัทสามารถก้าวข้ามจากการเป็นเพียงผู้นำเข้าสินค้าไปสู่การเป็นผู้ผลิตที่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับรสนิยมของผู้บริโภคชาวอังกฤษได้ด้วยตนเอง
หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้ Sharwood's กลายเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง มาจากความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญระหว่างเจมส์กับ Lord Dufferin อุปราชแห่งอินเดียในขณะนั้น โดย Lord Dufferin ได้มอบหมายให้เจมส์ช่วยจัดหาวัตถุดิบจากยุโรปมาให้เชฟชาวฝรั่งเศสที่ประจำการอยู่ที่คฤหาสน์ของเขาในอินเดีย
ด้วยความประทับใจในความทุ่มเท และความน่าเชื่อถือของเจมส์ เชฟชาวฝรั่งคนนั้นจึงแนะนำให้เขารู้จักกับ P. Vencatachellum ผู้เชี่ยวชาญด้านการผสมเครื่องเทศชื่อดังแห่งเมืองมาดราส หรือเมืองเจนไนในปัจจุบัน
สูตรผงกะหรี่ของ P. Vencatachellum มีความโดดเด่นจากการคัดสรรเครื่องเทศชั้นเยี่ยมจากหลากหลายภูมิภาคของอนุทวีปอินเดีย ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดผักชีจากแคว้นเกรละ พริกจากแคว้นโอริสสา ตลอดจนส่วนผสมลับอื่น ๆ ที่ได้รับการผสมผสานอย่างพิถีพิถันจนเกิดเป็นรสชาติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เมื่อได้ลิ้มลอง เจมส์ก็เกิดความประทับใจอย่างมาก
ด้วยเหตุนี้ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1893 เป็นต้นมา เจมส์จึงเริ่มนำเข้าผงกะหรี่ภายใต้ชื่อ “Vencat” เข้ามาจำหน่ายในสหราชอาณาจักร นับเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยเปิดประตูให้ผู้บริโภคชาวอังกฤษได้รู้จัก และเข้าถึงรสชาติอาหารอินเดียแท้ ๆ มากขึ้น ในยุคที่วัตถุดิบ และเครื่องเทศจากเอเชียยังหาได้ยากในตลาดตะวันตก
ความลงตัวของมะม่วง น้ำส้มสายชู น้ำตาล ลูกเกด และเครื่องเทศ ทำให้ Major Grey’s Mango Chutney ของ Sharwood’s ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในหมู่ชนชั้นสูง และชนชั้นกลางของอังกฤษ จนกลายเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้ดีที่สุด
ความสำเร็จดังกล่าวส่งผลให้ Sharwood's ได้รับการยอมรับในระดับประเทศ และเคยได้รับพระราชทานตราตั้ง (Royal Warrant) ในฐานะผู้จัดหาชัตนีย์ และผงกะหรี่ถวายแด่ Queen Elizabeth II ซึ่งนับเป็นเกียรติสูงสุดสำหรับผู้ผลิตอาหารในสหราชอาณาจักร สถานะดังกล่าวสะท้อนถึงคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และบทบาทของ Sharwood's ในการนำรสชาติอาหารจากโลกตะวันออกมาสู่โต๊ะอาหารของชาวอังกฤษตลอดหลายยุคสมัย
ในช่วงทศวรรษที่ 1970 ถึง 1980 วัฒนธรรมการรับประทานอาหารของชาวอังกฤษเริ่มเปลี่ยนแปลงไป ผู้คนเริ่มมองหารสชาติใหม่ ๆ นอกเหนือจากอาหารอินเดีย อาหารจีนเริ่มได้รับความนิยมอย่างมากผ่านร้านอาหารประเภท Takeaway ด้วยเหตุนี้ Sharwood’s จึงไม่รอช้าที่จะขยายขอบเขตผลิตภัณฑ์จาก “อาหารอินเดีย” สู่ “อาหารจีน”
แบรนด์ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ อย่างหลากหลาย การขยายสายผลิตภัณฑ์ในครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก เนื่องจากสอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการความสะดวกสบายมากขึ้น ซอสปรุงสำเร็จของ Sharwood's ช่วยให้ผู้คนสามารถปรุงอาหารเอเชียรสชาติดีได้เองที่บ้านภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที โดยไม่จำเป็นต้องเตรียมเครื่องปรุงหรือวัตถุดิบที่ซับซ้อนเหมือนการทำอาหารแบบดั้งเดิม โดยผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่น ได้แก่:
ซอสอย่าง Tikka Masala, Korma และ Balti ของ Sharwood’s มียอดขายถล่มทลาย โดยเฉพาะ Chicken Tikka Masala ซึ่งซอสเหล่านี้ถูกออกแบบมาให้มีรสชาติที่กลมกล่อม ถูกปากชาวตะวันตก (ปรับลดความเผ็ดร้อนลงเล็กน้อย แต่ยังคงกลิ่นหอมของเครื่องเทศ) ผู้บริโภคเพียงแค่นำเนื้อสัตว์ไปผัดให้สุก เทซอสของ Sharwood’s ลงไปเคี่ยว และรับประทานคู่กับข้าวสวยหรือขนมปังนาน (Naan Bread) ก็จะได้มื้ออาหารที่สมบูรณ์แบบ
เพื่อรักษาความเป็นผู้นำ Sharwood’s จึงทำการปรับปรุงสูตรผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นไปที่การลดปริมาณน้ำตาล และโซเดียมลง โดยไม่ให้เสียรสชาติดั้งเดิม นอกจากนี้ยังมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในรูปแบบลดไขมัน และเพิ่มกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากเนื้อสัตว์เพื่อตอบสนองต่อกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นมังสวิรัติ และวีแกนที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้บรรจุภัณฑ์ของ Sharwood’s ยังได้รับการออกแบบใหม่ให้มีความทันสมัยขึ้น เพื่อสื่อถึงความสดใหม่ และคุณภาพระดับพรีเมียม แต่ยังคงเอกลักษณ์ของโลโก้ และการใช้สีสันที่จัดจ้าน เพื่อสะท้อนถึงความมีชีวิตชีวาของวัฒนธรรมอาหารเอเชีย
ตลอดระยะเวลากว่า 135 ปี Sharwood’s ได้เติบโตควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมอังกฤษ ตั้งแต่ยุคจักรวรรดิอังกฤษในสมัยวิกตอเรียที่ผู้คนเริ่มคุ้นเคยกับวัตถุดิบ และเครื่องเทศจากดินแดนอาณานิคม มาจนถึงศตวรรษที่ 21 ที่อาหารเอเชียกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวันของผู้บริโภคทั่วสหราชอาณาจักร ด้วยเหตุนี้ Sharwood's จึงไม่ได้เป็นเพียงแบรนด์อาหารสำเร็จรูป แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอาหารระหว่างตะวันออก และตะวันตกที่ดำเนินมาอย่างยาวนานอีกด้วย
จุดเริ่มต้นจากชายหนุ่มผู้หลงใหลในวัฒนธรรมเอเชีย
เรื่องราวของ Sharwood's เริ่มต้นขึ้นโดย James Allen Sharwood (เจมส์ อัลเลน ชาร์วูด) ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ซึ่งเกิดเมื่อปี ค.ศ. 1859 ในย่านอิสลิงตัน กรุงลอนดอน ชีวิตในวัยเด็กของเจมส์ไม่ได้ราบรื่นมากนัก พ่อของเขาเป็นนักเคมีที่มีความรู้ความสามารถ แต่ประสบปัญหาทางการเงินอย่างรุนแรงจนถูกประกาศล้มละลาย และถูกคุมขังในเรือนจำลูกหนี้เมื่อปี ค.ศ. 1864 ขณะที่เจมส์ยังมีอายุเพียงไม่กี่ปีด้วยเหตุนี้เขาจึงเติบโตมากับแม่เพียงลำพัง และหลังสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียน Heath Mount เขาก็เริ่มต้นทำงานในธุรกิจประกันภัย ก่อนจะย้ายไปทำงานในบริษัทจำหน่ายไวน์ ซึ่งทำให้เขาได้เรียนรู้ทั้งด้านการค้า การบริหารจัดการ และพฤติกรรมของผู้บริโภค
นอกจากนี้เขายังเป็นผู้ที่มีความสนใจในวัฒนธรรมต่างประเทศ มีใจรักการเดินทาง และสามารถสื่อสารภาษาฝรั่งเศส และภาษาเยอรมันได้อย่างคล่องแคล่ว ซึ่งถือเป็นทักษะสำคัญสำหรับนักธุรกิจในยุคที่การค้าระหว่างประเทศกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว
ครั้งหนึ่งเขามีโอกาสเดินทางไปยังประเทศอินเดีย และประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชีย สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของเขาไม่ได้มีเพียงสถาปัตยกรรม หรือวิถีชีวิตที่แตกต่างจากโลกตะวันตกเท่านั้น แต่ยังเป็น “รสชาติ” และ “กลิ่นหอม” ของเครื่องเทศนานาชนิดที่ชาวเอเชียใช้ในการประกอบอาหารด้วย
ระหว่างการเดินทาง เขาได้สัมผัสกับวัฒนธรรมการปรุงอาหารที่เต็มไปด้วยสีสัน และเอกลักษณ์ ตั้งแต่แกงกะหรี่ ไปจนถึงซอส และเครื่องปรุงพื้นเมืองจากภูมิภาคต่าง ๆ ประสบการณ์ดังกล่าวเขาจึงมองเห็นศักยภาพของอาหารเอเชียในฐานะสินค้าที่สามารถสร้างความสนใจให้แก่ผู้บริโภคชาวตะวันตกได้
จากร้านขายของชำสู่โรงงานผลิต และสูตรลับจากมาดราส
ในขณะเดียวกัน เขาก็สังเกตเห็นว่าชาวอังกฤษจำนวนไม่น้อยที่เคยใช้ชีวิตหรือเดินทางอยู่ในอินเดียภายใต้ยุคจักรวรรดิอังกฤษ ก็โหยหารสชาติ และกลิ่นหอมของอาหารที่คุ้นเคย ด้วยเหตุนี้เขาจึงเริ่มธุรกิจนำเข้าเครื่องเทศ และวัตถุดิบจากเอเชียมาจำหน่ายในอังกฤษ โดยเปิดร้านขายของชำบนถนน Carter Lane ใจกลางกรุงลอนดอนในปี ค.ศ. 1888ก่อนที่ในปีถัดมาจะจดทะเบียนบริษัทอย่างเป็นทางการ และก่อตั้งโรงงาน Offley Works ขึ้นที่วอกซ์ฮอลล์ กรุงลอนดอน การมีโรงงานเป็นของตนเองทำให้บริษัทสามารถก้าวข้ามจากการเป็นเพียงผู้นำเข้าสินค้าไปสู่การเป็นผู้ผลิตที่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับรสนิยมของผู้บริโภคชาวอังกฤษได้ด้วยตนเอง
หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้ Sharwood's กลายเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง มาจากความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญระหว่างเจมส์กับ Lord Dufferin อุปราชแห่งอินเดียในขณะนั้น โดย Lord Dufferin ได้มอบหมายให้เจมส์ช่วยจัดหาวัตถุดิบจากยุโรปมาให้เชฟชาวฝรั่งเศสที่ประจำการอยู่ที่คฤหาสน์ของเขาในอินเดีย
ด้วยความประทับใจในความทุ่มเท และความน่าเชื่อถือของเจมส์ เชฟชาวฝรั่งคนนั้นจึงแนะนำให้เขารู้จักกับ P. Vencatachellum ผู้เชี่ยวชาญด้านการผสมเครื่องเทศชื่อดังแห่งเมืองมาดราส หรือเมืองเจนไนในปัจจุบัน
สูตรผงกะหรี่ของ P. Vencatachellum มีความโดดเด่นจากการคัดสรรเครื่องเทศชั้นเยี่ยมจากหลากหลายภูมิภาคของอนุทวีปอินเดีย ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดผักชีจากแคว้นเกรละ พริกจากแคว้นโอริสสา ตลอดจนส่วนผสมลับอื่น ๆ ที่ได้รับการผสมผสานอย่างพิถีพิถันจนเกิดเป็นรสชาติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เมื่อได้ลิ้มลอง เจมส์ก็เกิดความประทับใจอย่างมาก
ด้วยเหตุนี้ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1893 เป็นต้นมา เจมส์จึงเริ่มนำเข้าผงกะหรี่ภายใต้ชื่อ “Vencat” เข้ามาจำหน่ายในสหราชอาณาจักร นับเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยเปิดประตูให้ผู้บริโภคชาวอังกฤษได้รู้จัก และเข้าถึงรสชาติอาหารอินเดียแท้ ๆ มากขึ้น ในยุคที่วัตถุดิบ และเครื่องเทศจากเอเชียยังหาได้ยากในตลาดตะวันตก
ตำนาน Major Grey’s Mango Chutney และตราตั้งพระราชทาน
ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน Sharwood's ยังได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่กลายเป็นตำนานของแบรนด์อย่าง Major Grey’s Mango Chutney (ชัตนีย์มะม่วงสูตรเมเจอร์เกรย์) ตำนานเล่าว่าชัตนีย์สูตรนี้ถูกคิดค้นขึ้นโดยนายทหารชาวอังกฤษยศพันตรีชื่อ Major Grey ซึ่งประจำการอยู่ในกองทหารม้าเบงกอลในประเทศอินเดีย โดยเจมส์ได้ซื้อสูตรชัตนีย์มะม่วงนี้มา และนำมาผลิตภายใต้แบรนด์ของตนเองความลงตัวของมะม่วง น้ำส้มสายชู น้ำตาล ลูกเกด และเครื่องเทศ ทำให้ Major Grey’s Mango Chutney ของ Sharwood’s ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในหมู่ชนชั้นสูง และชนชั้นกลางของอังกฤษ จนกลายเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้ดีที่สุด
ความสำเร็จดังกล่าวส่งผลให้ Sharwood's ได้รับการยอมรับในระดับประเทศ และเคยได้รับพระราชทานตราตั้ง (Royal Warrant) ในฐานะผู้จัดหาชัตนีย์ และผงกะหรี่ถวายแด่ Queen Elizabeth II ซึ่งนับเป็นเกียรติสูงสุดสำหรับผู้ผลิตอาหารในสหราชอาณาจักร สถานะดังกล่าวสะท้อนถึงคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และบทบาทของ Sharwood's ในการนำรสชาติอาหารจากโลกตะวันออกมาสู่โต๊ะอาหารของชาวอังกฤษตลอดหลายยุคสมัย
การขยายอาณาจักรความอร่อย สู่เมนูอาหารจีนและอาหารไทย
หลังจากเจมส์เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1941 บริษัทก็ดำเนินกิจการต่อโดยทายาทของเขา กระทั่งในปี ค.ศ. 1963 บริษัทได้ถูกซื้อกิจการโดย Rank Hovis McDougall (RHM) ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ที่สุดของอังกฤษในขณะนั้น การเข้ามาอยู่ภายใต้ร่มเงาของ RHM ทำให้ Sharwood’s ได้รับการอัดฉีดเงินทุนสำหรับการวิจัย และพัฒนาผลิตภัณฑ์ ตลอดจนงบประมาณด้านการตลาดมหาศาลในช่วงทศวรรษที่ 1970 ถึง 1980 วัฒนธรรมการรับประทานอาหารของชาวอังกฤษเริ่มเปลี่ยนแปลงไป ผู้คนเริ่มมองหารสชาติใหม่ ๆ นอกเหนือจากอาหารอินเดีย อาหารจีนเริ่มได้รับความนิยมอย่างมากผ่านร้านอาหารประเภท Takeaway ด้วยเหตุนี้ Sharwood’s จึงไม่รอช้าที่จะขยายขอบเขตผลิตภัณฑ์จาก “อาหารอินเดีย” สู่ “อาหารจีน”
แบรนด์ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ อย่างหลากหลาย การขยายสายผลิตภัณฑ์ในครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก เนื่องจากสอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการความสะดวกสบายมากขึ้น ซอสปรุงสำเร็จของ Sharwood's ช่วยให้ผู้คนสามารถปรุงอาหารเอเชียรสชาติดีได้เองที่บ้านภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที โดยไม่จำเป็นต้องเตรียมเครื่องปรุงหรือวัตถุดิบที่ซับซ้อนเหมือนการทำอาหารแบบดั้งเดิม โดยผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่น ได้แก่:
- ซอสเปรี้ยวหวาน
- ซอสเต้าซี่
- เส้นบะหมี่ไข่
- ข้าวเกรียบกุ้ง
เคล็ดลับความสำเร็จ: ความสะดวกสบายที่มาพร้อมรสชาติถูกปาก
เคล็ดลับความสำเร็จที่ทำให้ Sharwood’s ครองใจผู้บริโภคมาอย่างยาวนาน คือการทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง แบรนด์ตระหนักดีว่าชาวตะวันตกส่วนใหญ่ไม่มีทักษะ ทรัพยากร หรือเวลาในการทำอาหารเอเชียจากวัตถุดิบสดใหม่ทั้งหมดจึงพัฒนากลุ่มผลิตภัณฑ์ “Cooking Sauces” (ซอสปรุงสำเร็จรูปบรรจุขวด) ขึ้นมาซอสอย่าง Tikka Masala, Korma และ Balti ของ Sharwood’s มียอดขายถล่มทลาย โดยเฉพาะ Chicken Tikka Masala ซึ่งซอสเหล่านี้ถูกออกแบบมาให้มีรสชาติที่กลมกล่อม ถูกปากชาวตะวันตก (ปรับลดความเผ็ดร้อนลงเล็กน้อย แต่ยังคงกลิ่นหอมของเครื่องเทศ) ผู้บริโภคเพียงแค่นำเนื้อสัตว์ไปผัดให้สุก เทซอสของ Sharwood’s ลงไปเคี่ยว และรับประทานคู่กับข้าวสวยหรือขนมปังนาน (Naan Bread) ก็จะได้มื้ออาหารที่สมบูรณ์แบบ
การปรับตัวสู่ยุคใหม่ภายใต้ Premier Foods
ในปี ค.ศ. 2007 เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางธุรกิจครั้งใหญ่อีกครั้งเมื่อ Premier Foods บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอาหารของอังกฤษ ได้เข้าซื้อกิจการ Rank Hovis McDougall (RHM) ภายใต้การบริหารของ Premier Foods Sharwood’s ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือดขึ้น ทั้งจากแบรนด์คู่แข่ง แบรนด์ของซุปเปอร์มาร์เก็ตเอง และความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปใส่ใจสุขภาพมากขึ้นเพื่อรักษาความเป็นผู้นำ Sharwood’s จึงทำการปรับปรุงสูตรผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นไปที่การลดปริมาณน้ำตาล และโซเดียมลง โดยไม่ให้เสียรสชาติดั้งเดิม นอกจากนี้ยังมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในรูปแบบลดไขมัน และเพิ่มกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากเนื้อสัตว์เพื่อตอบสนองต่อกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นมังสวิรัติ และวีแกนที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้บรรจุภัณฑ์ของ Sharwood’s ยังได้รับการออกแบบใหม่ให้มีความทันสมัยขึ้น เพื่อสื่อถึงความสดใหม่ และคุณภาพระดับพรีเมียม แต่ยังคงเอกลักษณ์ของโลโก้ และการใช้สีสันที่จัดจ้าน เพื่อสะท้อนถึงความมีชีวิตชีวาของวัฒนธรรมอาหารเอเชีย
ตลอดระยะเวลากว่า 135 ปี Sharwood’s ได้เติบโตควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมอังกฤษ ตั้งแต่ยุคจักรวรรดิอังกฤษในสมัยวิกตอเรียที่ผู้คนเริ่มคุ้นเคยกับวัตถุดิบ และเครื่องเทศจากดินแดนอาณานิคม มาจนถึงศตวรรษที่ 21 ที่อาหารเอเชียกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวันของผู้บริโภคทั่วสหราชอาณาจักร ด้วยเหตุนี้ Sharwood's จึงไม่ได้เป็นเพียงแบรนด์อาหารสำเร็จรูป แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอาหารระหว่างตะวันออก และตะวันตกที่ดำเนินมาอย่างยาวนานอีกด้วย
Tags :
บทความที่เกี่ยวข้อง
ทำความรู้จัก Take Me Home (เทค มี โฮม) แบรนด์ไอศกรีมพรีเมียมที่ก่อตั้งขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่
ทำความรู้จัก “Madura of Australia” (มาดูร่า ออฟ ออสเตรเลีย) แบรนด์ชาคุณภาพสูงจากประเทศออสเตรเลีย


