แชร์

Barbera (บาร์เบร่า)

อัพเดทล่าสุด: 10 ก.ค. 2026

น้ำมันมะกอกไม่ได้เป็นเพียงวัตถุดิบสำคัญในการประกอบอาหารเท่านั้น แต่ยังเป็นเสมือน “ทองคำเหลว” ที่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิต วัฒนธรรม และอารยธรรมของผู้คนในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมานานนับพันปี ตั้งแต่ยุคกรีก และโรมันโบราณ น้ำมันมะกอกถูกใช้ทั้งในการปรุงอาหาร การดูแลสุขภาพ พิธีกรรมทางศาสนา และการค้าระหว่างอารยธรรม จนกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของภูมิภาคนี้

ท่ามกลางแบรนด์น้ำมันมะกอกนับไม่ถ้วนที่มีอยู่ทั่วโลก Barbera (บาร์เบร่า) หรือชื่อเต็มคือ Premiati Oleifici Barbera ถือเป็นหนึ่งในผู้ผลิตน้ำมันมะกอกที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และได้รับการยอมรับในระดับสากล ด้วยการยึดมั่นในมาตรฐานคุณภาพ ควบคู่ไปกับการสืบทอดองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และปรัชญาการผลิตที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาอย่างต่อเนื่อง

จากคฤหาสน์ล่าสัตว์สู่จุดเริ่มต้นของอาณาจักรน้ำมันมะกอก

เรื่องราวของ Barbera เริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1888 เมื่อตระกูล Barbera ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการเกษตรที่รุ่งเรืองในเมือง Menfi จังหวัด Agrigento บนเกาะซิซิลี ตัดสินใจย้ายมาตั้งถิ่นฐานที่ San Lorenzo ai Colli ชานเมือง Palermo โดยเข้าครอบครองคฤหาสน์ล่าสัตว์เก่าแก่จากศตวรรษที่ 17 ซึ่งเคยเป็นทรัพย์สินของเจ้าชายแห่ง Buonfornello การย้ายถิ่นฐานลักษณะนี้สะท้อนวิถีชีวิตของชนชั้นสูงในเมือง Palermo ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ที่นิยมมีคฤหาสน์ และพื้นที่เกษตรกรรมรายล้อมด้วยสวนมะกอก และสวนส้มบริเวณชานเมือง

ในช่วงเริ่มต้นตระกูล Barbera ยังไม่ได้ประกอบธุรกิจน้ำมันมะกอก แต่ดำเนินกิจการด้านการเกษตร และการค้าผลไม้ตระกูลซิตรัส ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของเกาะซิซิลี โดยเฉพาะส้ม และมะนาวที่มีชื่อเสียงในด้านคุณภาพ และถูกส่งออกไปยังหลายประเทศในยุโรป ธุรกิจดังกล่าวช่วยให้พวกเขาสั่งสมทั้งประสบการณ์ด้านการเกษตร เครือข่ายการค้า และความเข้าใจในตลาดสินค้าคุณภาพของภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียนเป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตามจุดเปลี่ยนสำคัญได้เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1894 เมื่อ Lorenzo Barbera และ Vincenzo Barbera พี่ชายของเขา มองเห็นศักยภาพของต้นมะกอก ซึ่งเจริญเติบโตได้อย่างมีคุณภาพในสภาพภูมิอากาศ และผืนดินอันอุดมสมบูรณ์ของเกาะซิซิลี

จากนั้นพวกเขาจึงเริ่มศึกษาการปลูกมะกอก การคัดเลือกสายพันธุ์ และกระบวนการสกัดน้ำมันมะกอกอย่างจริงจัง เพื่อผลิต และจำหน่ายน้ำมันมะกอกคุณภาพสูง

ในเวลาต่อมาตระกูล Barbera ได้ร่วมทุนกับตระกูล Florio หนึ่งในตระกูลนักธุรกิจที่ทรงอิทธิพลที่สุดของเกาะซิซิลีในยุคนั้น ซึ่งมีอาณาจักรธุรกิจครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมไวน์มาร์ซาลา การประมงปลาทูน่า การเดินเรือ และการค้าระหว่างประเทศ ความร่วมมือครั้งนี้นำไปสู่การก่อตั้งบริษัท Oleifici Siciliani

รางวัลระดับโลก และผู้ริเริ่มบรรจุน้ำมันมะกอกลงขวดแก้ว

แม้จะเริ่มต้นจากธุรกิจของครอบครัวบนเกาะซิซิลี แต่ด้วยความมุ่งมั่นในการผลิตน้ำมันมะกอกคุณภาพสูง Barbera จึงได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็ว โดยหลังจากก่อตั้งษัทไม่นาน ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 บริษัทก็ได้รับคัดเลือกให้เป็นตัวแทนของเกาะซิซิลีในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า และนิทรรศการระดับนานาชาหลายครั้ง ซึ่งถือเป็นเวทีสำคัญในการนำเสนอสินค้า และนวัตกรรมจากทั่วโลก

หนึ่งในความสำเร็จที่โดดเด่นเกิดขึ้นในงาน Exposition Universelle ณ กรุงปารีส เมื่อปี ค.ศ. 1900 ซึ่งบริษัทได้รับรางวัลเหรียญทองถึง 4 เหรียญจากคุณภาพของน้ำมันมะกอก ต่อมาในปี ค.ศ. 1904 ยังได้รับ Grand Prize จากงาน Louisiana Purchase Exposition ที่เมืองเซนต์หลุยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา และในปี ค.ศ. 1906 ก็ได้รับทั้ง Grand Prize และ เหรียญทองจากงาน Esposizione Internazionale di Palermo ซึ่งจัดขึ้นที่เมือง Palermo และ Monreale ความสำเร็จเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการยกระดับชื่อเสียงของแบรนด์ และตอกย้ำสถานะของ Barbera ในฐานะหนึ่งในผู้ผลิตน้ำมันมะกอกคุณภาพชั้นนำของอิตาลีตั้งแต่ยุคเริ่มต้น

นอกเหนือจากความสำเร็จด้านคุณภาพแล้ว Barbera ยังได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมน้ำมันมะกอกสมัยใหม่ จากการริเริ่มบรรจุน้ำมันมะกอก Extra Virgin Olive Oil ลงในขวดแก้วแบบเดียวกับที่ใช้บรรจุไวน์มาร์ซาลา เพื่อจำหน่ายเชิงพาณิชย์ ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมที่ล้ำหน้าอย่างยิ่งในยุคนั้น เพราะก่อนหน้านี้น้ำมันมะกอกส่วนใหญ่จะถูกเก็บ และขนส่งในถังไม้ หรือภาชนะขนาดใหญ่ ก่อนนำไปแบ่งบรรจุเมื่อถึงปลายทาง วิธีดังกล่าวส่งผลต่อคุณภาพ และความสม่ำเสมอของผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะเมื่อต้องขนส่งเป็นระยะทางไกล

การเลือกใช้ขวดแก้วช่วยลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อน รักษาคุณภาพ กลิ่นหอม และรสชาติของน้ำมันมะกอกได้ดีกว่าเดิม อีกทั้งยังสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคว่าผลิตภัณฑ์ที่ได้รับเป็นน้ำมันมะกอกจากแหล่งผลิตโดยตรง นอกจากนี้นวัตกรรมดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้น้ำมันมะกอกจากเกาะซิซิลีสามารถเดินทางข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และมหาสมุทรแอตแลนติกได้อย่างปลอดภัย พร้อมรักษาคุณภาพ และเอกลักษณ์ของรสชาติไว้ได้ตลอดเส้นทาง


ก้าวผ่านวิกฤตสู่ยุคใหม่ที่แข็งแกร่งกว่าเดิม

แม้จะประสบความสำเร็จ และเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงแรก แต่กิจการของตระกูล Barbera ก็ต้องเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญ เมื่อตระกูล Florio ซึ่งเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ และหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่ทรงอิทธิพลที่สุดของซิซิลี เริ่มประสบปัญหาทางการเงิน ส่งผลให้ธุรกิจหลายแห่งในเครือต้องทยอยยุติการดำเนินงาน รวมถึงบริษัท Oleifici Siciliani ด้วย

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้ทำให้ตระกูล Barbera ล้มเลิกความตั้งใจ Lorenzo Barbera และ Vincenzo Barbera ตัดสินใจเดินหน้าสานต่อกิจการด้วยตนเอง โดยก่อตั้งบริษัทขึ้นใหม่ภายใต้ชื่อ Lorenzo e Vincenzo Barbera Oli พร้อมรักษามาตรฐานการผลิต และคุณภาพของน้ำมันมะกอกไว้อย่างไม่เปลี่ยนแปลง

ในช่วงเวลาเดียวกัน Manfredi Barbera ลูกชายของ Lorenzo ก็เริ่มเข้ามามีบทบาทในการบริหารกิจการของครอบครัวเป็นรุ่นที่ 2 แม้ว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในขณะนั้นจะบีบให้บริษัทต้องมุ่งเน้นการจำหน่ายภายในประเทศเป็นหลัก และดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวัง แต่ช่วงเวลาแห่งความท้าทายนี้เองกลับกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่หล่อหลอมให้กิจการของตระกูล Barbera เติบโตบนพื้นฐานของความเข้มแข็ง ความเป็นอิสระ และการพึ่งพาศักยภาพของตนเอง ซึ่งกลายเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตอย่างมั่นคงในรุ่นต่อ ๆ มา

หลักเข้าร่วมงาน Manfredi ก็ได้รับฉายาว่า “พันเอก” จากบุคลิกที่เคร่งครัด มีระเบียบวินัย และทุ่มเทให้กับการทำงานราวกับนายทหาร เขามีความพิถีพิถันในการคัดเลือกผลมะกอก และความมุ่งมั่นในการรักษามาตรฐานคุณภาพ ทำให้เขาได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในแวดวงอุตสาหกรรมน้ำมันมะกอก จนต่อมาได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธาน International Olive Council (IOC) หรือคณะมนตรีน้ำมันมะกอกระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดมาตรฐาน และส่งเสริมการค้าผลิตภัณฑ์น้ำมันมะกอกทั่วโลก

นวัตกรรม Olio Mosto ผสานภูมิปัญญาและเทคโนโลยี

ในช่วงทศวรรษ 1960 ซึ่งเป็นยุคแห่งการเติบโตทางเศรษฐกิจของอิตาลีหลังสงครามโลกครั้งที่สอง Manfredi ยังคงสานต่อแนวคิดด้านนวัตกรรมของครอบครัว ด้วยการเปิดตัว Olio Mosto หรือน้ำมันมะกอกแบบไม่ผ่านการกรอง ซึ่งนับเป็นผลิตภัณฑ์ที่ล้ำสมัยสำหรับยุคนั้น น้ำมันชนิดนี้ยังคงมีตะกอนธรรมชาติ และสารแขวนลอยจากเนื้อมะกอก ทำให้มีกลิ่นหอม รสชาติเข้มข้น และคุณลักษณะใกล้เคียงกับน้ำมันที่เพิ่งสกัดออกจากโรงงานมากที่สุด ก่อนบรรจุลงขวดหลังผ่านกระบวนการตกตะกอนตามธรรมชาติ

ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้รับการตอบรับอย่างดี โดยเฉพาะจากผู้บริโภคในเมืองอุตสาหกรรมของอิตาลีที่ต้องการสัมผัสรสชาติของน้ำมันมะกอกสดใหม่แบบดั้งเดิม แม้อาศัยอยู่ห่างไกลจากแหล่งผลิต ความสำเร็จของ Olio Mosto สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของบริษัทที่สามารถผสมผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับนวัตกรรม เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในยุคสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว

ในช่วงเวลาเดียวกัน บริษัทได้เปลี่ยนชื่ออย่างเป็นทางการเป็น Manfredi Barbera & Figli S.p.A. เพื่อสะท้อนถึงการสืบทอดกิจการจากรุ่นสู่รุ่น ขณะเดียวกัน Lorenzo, il poeta หรือที่คนในครอบครัวเรียกว่า Renzino ลูกชายของ Manfredi ก็ได้เข้ามาร่วมบริหารกิจการในฐานะทายาทรุ่นที่ 3

ต่อมาทายาทรุ่นที่ 4 ของตระกูล Manfredi, il mastro oleario ก็เข้ามาดูแลกิจการต่อ จากนั้นบริษัทก็เริ่มต้นยุคใหม่ที่ผสมผสานมรดกดั้งเดิมเข้ากับนวัตกรรมอย่างลงตัว ตั้งแต่วัยเยาว์ เขาได้ติดตามคุณปู่เดินทางเยี่ยมชมโรงสกัดน้ำมันมะกอก และสวนมะกอกทั่วเกาะซิซิลี ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เขาเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าคุณภาพของน้ำมันมะกอกเริ่มต้นจากผืนดิน สายพันธุ์มะกอก และกระบวนการผลิตที่เหมาะสมกับวัตถุดิบแต่ละชนิด ก่อนจะนำองค์ความรู้ดังกล่าวมาต่อยอดสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และเทคโนโลยีการผลิตในยุคใหม่

หนึ่งในผลงานสำคัญของเขาคือการเปิดตัว Frantoia ผลิตภัณฑ์เรือธงที่ได้รับแรงบันดาลใจจากคำว่า Frantoio ซึ่งหมายถึงโรงสกัดน้ำมันมะกอกในภาษาอิตาลี พร้อมสะท้อนความผูกพันระหว่างผู้คน ผืนแผ่นดิน และวัฒนธรรมการปลูกมะกอกของเกาะซิซิลี ผลิตภัณฑ์นี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของยุคใหม่ของ Barbera และเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศอย่างจริงจัง โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกที่สำคัญที่สุดของบริษัท

ก้าวสำคัญอีกประการหนึ่งเกิดขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 เมื่อบริษัทลงทุนสร้างโรงงานผลิตแห่งใหม่ที่เมือง Custonaci จังหวัดTrapani พร้อมจัดตั้งโรงสกัดต้นแบบ ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในโรงงานวิจัยด้านการสกัดน้ำมันมะกอกที่มีความก้าวหน้าที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โรงงานแห่งนี้ได้รับการออกแบบให้สามารถทดลองระบบการบดมะกอกได้ถึง 5 รูปแบบ ได้แก่ การบดด้วยแผ่นจาน การบดด้วยค้อน การบดด้วยลูกหินหมุนสวนทาง การแยกเมล็ดก่อนบด และระบบผสมผสานระหว่างแผ่นจานกับค้อน เพื่อศึกษาว่าวิธีการบดแต่ละแบบส่งผลต่อกลิ่น รสชาติ และองค์ประกอบทางเคมีของน้ำมันมะกอกอย่างไร

นอกจากนี้ บริษัทยังออกแบบสายการผลิตให้แยกพื้นที่รับผลมะกอก การคัดแยก การล้าง และการบดออกจากพื้นที่สกัดน้ำมันอย่างชัดเจน เพื่อลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อน และรักษาสภาพแวดล้อมในการผลิตให้สะอาดที่สุด ซึ่งสะท้อนถึงแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับทั้งคุณภาพ ความปลอดภัย และการวิจัยพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ในช่วงเวลาเดียวกันตระกูล Barbera ก็ได้ก้าวเข้าสู่ยุคของทายาทรุ่นที่ 5 อย่างเป็นทางการ เมื่อ Lorenzo e Carlo เข้ามามีบทบาทในการบริหารกิจการ โดยชื่อของเขาได้รับการนำมาตั้งเป็นชื่อของผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมของบริษัท เพื่อสะท้อนถึงการสืบทอดองค์ความรู้ และเจตนารมณ์ของครอบครัวที่ดำเนินต่อเนื่องมากว่าหนึ่งศตวรรษ

3 สายพันธุ์มะกอกท้องถิ่น หัวใจของน้ำมันมะกอก Barbera

Barbera ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการคัดสรรสายพันธุ์มะกอกท้องถิ่นที่มีเฉพาะในซิซิลี โดยเฉพาะทางฝั่งตะวันตกของเกาะ ซึ่งมะกอกแต่ละสายพันธุ์ก็มอบคาแรคเตอร์ของน้ำมันที่แตกต่างกันออกไปอย่างชัดเจน ได้แก่

  • Biancolilla : ให้รสชาติที่นุ่มนวล ละมุนละไม มีกลิ่นหอมของดอกไม้ และใบหญ้าอ่อน ๆ เหมาะสำหรับจับคู่กับอาหารทะเล และสลัดผักสด
  • Cerasuola : มะกอกสายพันธุ์ที่ให้รสชาติเข้มข้น โดดเด่น โครงสร้างแข็งแรง และมีรสเผ็ดร้อนพริกไทยที่ปลายลิ้น ซึ่งเป็นเอกลักษณ์บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของสาร Polyphenols หรือสารต้านอนุมูลอิสระในน้ำมันมะกอก
  • Nocellara del Belice : มะกอกที่ให้เนื้อสัมผัสเหมือนเนย รสชาติกลมกล่อม มีความเผ็ดอ่อน ๆ และเจือความขมที่สมดุลอย่างลงตัว
ทางบริษัทได้ระบุ และแบ่งเขตพื้นที่การปลูกมะกอกออกเป็นมากกว่า 10 โซนทั่วเกาะซิซิลี เพื่อให้มั่นใจว่ามะกอกแต่ละสายพันธุ์ถูกปลูกในพื้นที่ที่เหมาะสมที่สุดยิ่งไปกว่านั้น แม้จุดศูนย์กลางจะอยู่ที่ซิซิลี แต่ในเวลาต่อมา Barbera ก็ได้ขยายการเสาะแสวงหามะกอกคุณภาพเยี่ยมไปยังแคว้นอื่น ๆ ของอิตาลีตอนใต้ที่มีความเชื่อมโยงกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเช่นเดียวกัน ได้แก่ แคว้น Apulia และแคว้น Calabria
Tags :

บทความที่เกี่ยวข้อง
Hershey's (เฮอร์ชีย์)
ย้อนรอยประวัติศาสตร์ Hershey's (เฮอร์ชีย์) แบรนด์ช็อกโกแลตในตำนานที่ครองใจคนรักช็อกโกแลตทั่วโลก
Sarson's
ทำความรู้จัก Sarson's (ซาร์สัน) แบรนด์น้ำส้มสายชูชื่อดังจากประเทศอังกฤษที่มีประวัติยาวนานกว่า 150 ปี
Kettle Brand (เคทเทิลแบรนด์)
ทำความรู้จัก Kettle Brand (เคทเทิลแบรนด์) หนึ่งในแบรนด์มันฝรั่งทอดกรอบที่ได้รับความนิยม และมีชื่อเสียงในระดับโลก
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้