Galantino (กาลันติโน)
อัพเดทล่าสุด: 27 ส.ค. 2026

เมื่อกล่าวถึงน้ำมันมะกอกคุณภาพสูงจากประเทศอิตาลี ชื่อของแคว้น Puglia ทางตอนใต้มักได้รับการกล่าวถึงอยู่เสมอ เนื่องจากพื้นที่แห่งนี้มีภูมิประเทศ และสภาพภูมิอากาศที่เอื้อต่อการเพาะปลูกต้นมะกอกมาอย่างยาวนาน จนการปลูกมะกอก และการผลิตน้ำมันมะกอกกลายเป็นส่วนสำคัญของวิถีชีวิต และวัฒนธรรมของคนในท้องถิ่น
ท่ามกลางพื้นที่เกษตรกรรมอันกว้างใหญ่ของแคว้น Puglia เมือง Bisceglie นับเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับประเพณี และวัฒนธรรมการผลิตน้ำมันมะกอกของอิตาลี เมืองแห่งนี้เป็นที่ตั้งของโรงสกัดน้ำมันมะกอก Galantino
Vito ปรับปรุงโรงโม่แห่งนี้ให้กลายเป็นศูนย์กลางการผลิตน้ำมันมะกอกของครอบครัว โดยให้ความสำคัญกับการรักษาเอกลักษณ์ และภูมิปัญญาการผลิตแบบดั้งเดิมไว้ควบคู่กับการพัฒนากิจการ โดยหนึ่งในสิ่งสำคัญที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้คือ “Granite millstones” (หินโม่แกรนิตโบราณ) ซึ่งใช้สำหรับบดผลมะกอกตามกรรมวิธีดั้งเดิม วิธีการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิตที่ช่วยคงไว้ซึ่งกลิ่นหอม และรสชาติอันซับซ้อนของน้ำมันมะกอก และสะท้อนถึงความพิถีพิถันที่ Galantino ให้ความสำคัญมาตั้งแต่เริ่มต้นกิจการ
การได้ครอบครองที่ดินผืนดังกล่าวถือเป็นอีกก้าวสำคัญของตระกูล Galantino เนื่องจากทำให้พวกเขาสามารถควบคุมคุณภาพของวัตถุดิบได้ตั้งแต่ต้นทาง โดยสามารถดูแลต้นมะกอก และจัดการกระบวนการเพาะปลูกได้ด้วยตนเอง ตั้งแต่การดูแลต้นมะกอก การตัดแต่งกิ่งประจำปี ไปจนถึงการใช้ระบบชลประทานแบบหยดน้ำที่ทันสมัย การควบคุมกระบวนการเหล่านี้ช่วยให้สามารถรักษาสุขภาพ และคุณภาพของผลมะกอกได้อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพ กลิ่นหอม และรสชาติของน้ำมันมะกอกที่ผลิตขึ้นในภายหลัง
ในขั้นตอนการเก็บเกี่ยว ผลมะกอกของ Galantino ยังคงได้รับการเก็บด้วยมือ โดยใช้วิธีเขย่ากิ่งก้านของต้นมะกอกอย่างเบามือ เพื่อให้ผลมะกอกร่วงลงบนตาข่ายหรือผ้าใบที่ขึงรองรับไว้ด้านล่าง วิธีการดังกล่าวช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผลมะกอก และช่วยรักษาคุณภาพของวัตถุดิบก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิตได้เป็นอย่างดี การเก็บเกี่ยวจะดำเนินการในช่วงที่ผลมะกอกมีระดับความสุกเหมาะสม โดยอยู่ระหว่างวันที่ 15 ตุลาคมถึง 31 ธันวาคมของทุกปี เพื่อให้ได้น้ำมันมะกอกที่มีปริมาณสารโพลีฟีนอลสูง และมีคุณลักษณะด้านกลิ่น และรสชาติที่สมบูรณ์
เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการผลิต Galantino ยังคงใช้หินโม่แกรนิตแบบดั้งเดิมสำหรับบดผลมะกอก ก่อนนำไปผ่านกระบวนการสกัดเย็น และปั่นเหวี่ยงเย็น ซึ่งเป็นกระบวนการที่ช่วยรักษากลิ่นหอม รสชาติ และคุณค่าทางโภชนาการของน้ำมันมะกอกไว้ให้ได้มากที่สุด หลังจากนั้น น้ำมันมะกอกทุกล็อตจะต้องผ่านการตรวจสอบในห้องปฏิบัติการ รวมถึงการประเมินคุณภาพทางประสาทสัมผัส โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการชิมน้ำมันมะกอกที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ก่อนที่น้ำมันมะกอกแต่ละล็อตจะได้รับการคัดสรร และรับรองคุณภาพในขั้นตอนสุดท้าย
นอกจากการรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าแล้ว Galantino ยังได้รับการรับรองมาตรฐาน เกษตรอินทรีย์ สำหรับผลิตภัณฑ์บางสาย ซึ่งสะท้อนถึงแนวทางการผลิตที่ให้ความสำคัญกับการดูแลวัตถุดิบ และกระบวนการเพาะปลูกตามหลักเกณฑ์ของเกษตรอินทรีย์ การได้รับมาตรฐานเหล่านี้จึงเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค และตอกย้ำแนวทางของ Galantino ในการรักษาคุณภาพของน้ำมันมะกอกตั้งแต่แหล่งเพาะปลูกจนถึงผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป
หนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นของแบรนด์คือ น้ำมันมะกอกปรุงรส ซึ่งผลิตโดยนำวัตถุดิบจากธรรมชาติ เช่น มะนาวสด พริก และสมุนไพรชนิดต่าง ๆ มาบดรวมกับผลมะกอกในระหว่างกระบวนการโม่ วิธีการดังกล่าวช่วยให้น้ำมันมะกอกดูดซับกลิ่นหอม และรสชาติจากวัตถุดิบที่นำมาใช้ได้โดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสารปรุงแต่ง ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ ได้แก่ Olio al Limone (น้ำมันมะกอกกลิ่นมะนาว) และ Olio al Peperoncino (น้ำมันมะกอกกลิ่นพริก) ซึ่งสะท้อนแนวทางของ Galantino ในการนำวัตถุดิบจากธรรมชาติมาสร้างสรรค์รสชาติที่มีเอกลักษณ์ให้กับน้ำมันมะกอก
ปัจจุบันแบรนด์ยังคงให้ความสำคัญกับการออกแบบขวด และบรรจุภัณฑ์ โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์ในรูปแบบที่เหมาะสำหรับมอบเป็นของขวัญระดับพรีเมียม เช่น ขวดเซรามิกที่วาดลวดลายด้วยมือ หรือกล่องไม้สำหรับบรรจุน้ำมันมะกอกหลายขวด การผสมผสานระหว่างคุณภาพของน้ำมันมะกอกกับความพิถีพิถันด้านการออกแบบนี้ ถือเป็นอีกส่วนหนึ่งที่สะท้อนแนวคิดของ Galantino ในการยกระดับน้ำมันมะกอกให้กลายเป็นสินค้าที่มีคุณค่าทั้งในด้านรสชาติ งานฝีมือ และวัฒนธรรมของอิตาลี
นอกจากบทบาทในฐานะผู้ผลิตน้ำมันมะกอกแล้ว Galantino ยังเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยว และผู้สนใจเข้าเยี่ยมชมโรงโม่เก่าแก่ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1860 โดยภายในยังคงอนุรักษ์ และจัดแสดงหินโม่แกรนิตแบบดั้งเดิมไว้ เพื่อให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสถึงบรรยากาศ และประวัติศาสตร์ของการผลิตน้ำมันมะกอกในอดีตอย่างใกล้ชิด
ระหว่างการเยี่ยมชม ผู้มาเยือนจะได้รับชมภาพยนตร์สั้นที่บอกเล่าประวัติความเป็นมาของ Galantino ภายในห้องใต้ดินที่ตกแต่งในบรรยากาศคลาสสิก ก่อนเข้าสู่การนำชมกระบวนการผลิตน้ำมันมะกอกอย่างครบทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเตรียมวัตถุดิบไปจนถึงการสกัดน้ำมัน จากนั้นจึงปิดท้ายด้วยกิจกรรมชิมน้ำมันมะกอกคู่กับขนมปัง Bruschetta และผลิตภัณฑ์พื้นเมืองของแคว้น Pulia เช่น Taralli และผลไม้ดอง เพื่อให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสทั้งรสชาติ และเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นไปพร้อมกัน
สำหรับกลุ่มผู้เข้าชมที่เดินทางมาเป็นหมู่คณะตั้งแต่ 20 คนขึ้นไป Galantino ยังมีบริการจัดอาหารกลางแจ้งภายในสวนส้มของครอบครัว โดยเสิร์ฟอาหารพื้นเมืองของแคว้น Pulia ที่ปรุงด้วยน้ำมันมะกอกของ Galantino เอง ทำให้การมาเยือนโรงโม่แห่งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการผลิตน้ำมันมะกอกเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสในการสัมผัสประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และวัฒนธรรมอาหารของแคว้น Pulia ผ่านประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงอาหารที่เชื่อมโยงเรื่องราวของครอบครัว Galantino เข้ากับท้องถิ่นได้อย่างลงตัว
ท่ามกลางพื้นที่เกษตรกรรมอันกว้างใหญ่ของแคว้น Puglia เมือง Bisceglie นับเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับประเพณี และวัฒนธรรมการผลิตน้ำมันมะกอกของอิตาลี เมืองแห่งนี้เป็นที่ตั้งของโรงสกัดน้ำมันมะกอก Galantino
จุดเริ่มต้นของตระกูล Galantino และการอนุรักษ์หินโม่แกรนิตโบราณ
เรื่องราวของ Galantino เริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1926 ที่เมือง Bisceglie ซึ่งตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเลเอเดรียติกในแคว้น Puglia ทางตอนใต้ของอิตาลี ในช่วงเวลานั้น Vito Galantino (วิโต กาลันติโน) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการชิม และประเมินคุณภาพน้ำมันมะกอกได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของผืนดินในบ้านเกิด จึงตัดสินใจเข้าซื้อโรงโม่น้ำมันมะกอกเก่าแก่แห่งหนึ่งในเมืองดังกล่าว ซึ่งถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1860 หรือในศตวรรษที่ 19Vito ปรับปรุงโรงโม่แห่งนี้ให้กลายเป็นศูนย์กลางการผลิตน้ำมันมะกอกของครอบครัว โดยให้ความสำคัญกับการรักษาเอกลักษณ์ และภูมิปัญญาการผลิตแบบดั้งเดิมไว้ควบคู่กับการพัฒนากิจการ โดยหนึ่งในสิ่งสำคัญที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้คือ “Granite millstones” (หินโม่แกรนิตโบราณ) ซึ่งใช้สำหรับบดผลมะกอกตามกรรมวิธีดั้งเดิม วิธีการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิตที่ช่วยคงไว้ซึ่งกลิ่นหอม และรสชาติอันซับซ้อนของน้ำมันมะกอก และสะท้อนถึงความพิถีพิถันที่ Galantino ให้ความสำคัญมาตั้งแต่เริ่มต้นกิจการ
“La Fenice” ก้าวสำคัญสู่การควบคุมคุณภาพระดับสูงสุด
หลังจากดำเนินกิจการมาได้ระยะหนึ่ง โดยอาศัยการรับซื้อมะกอกจากเกษตรกร และผู้ผลิตในพื้นที่ ตระกูล Galantino ก็ได้ตัดสินใจครั้งสำคัญในปี ค.ศ. 1960 ด้วยการเข้าซื้อที่ดินผืนใหญ่ที่มีชื่อว่า “La Fenice” ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 47 เฮกตาร์ (ประมาณ 293 ไร่) พื้นที่แห่งนี้มีต้นมะกอกมากกว่า 15,000 ต้น โดยส่วนใหญ่เป็นมะกอกพันธุ์ Ogliarola และ Coratina ซึ่งเป็นสายพันธุ์มะกอกท้องถิ่นที่มีชื่อเสียง และมีบทบาทสำคัญต่อการผลิตน้ำมันมะกอกของแคว้น Puliaการได้ครอบครองที่ดินผืนดังกล่าวถือเป็นอีกก้าวสำคัญของตระกูล Galantino เนื่องจากทำให้พวกเขาสามารถควบคุมคุณภาพของวัตถุดิบได้ตั้งแต่ต้นทาง โดยสามารถดูแลต้นมะกอก และจัดการกระบวนการเพาะปลูกได้ด้วยตนเอง ตั้งแต่การดูแลต้นมะกอก การตัดแต่งกิ่งประจำปี ไปจนถึงการใช้ระบบชลประทานแบบหยดน้ำที่ทันสมัย การควบคุมกระบวนการเหล่านี้ช่วยให้สามารถรักษาสุขภาพ และคุณภาพของผลมะกอกได้อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพ กลิ่นหอม และรสชาติของน้ำมันมะกอกที่ผลิตขึ้นในภายหลัง
เคล็ดลับการผลิตน้ำมันมะกอกสกัดเย็นแบบดั้งเดิม
จุดเด่นที่ทำให้ Galantino แตกต่างจากโรงโม่น้ำมันมะกอกทั่วไปในภูมิภาค คือการยึดมั่นในกรรมวิธีการผลิตแบบดั้งเดิมอย่างเคร่งครัด แม้ในปัจจุบันเทคโนโลยี และกระบวนการผลิตน้ำมันมะกอกจะได้รับการพัฒนาไปอย่างมากแล้วก็ตาม แนวทางดังกล่าวสะท้อนถึงความตั้งใจของ Galantino ในการรักษาองค์ความรู้ และวิธีการผลิตที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพในทุกขั้นตอนของการผลิตในขั้นตอนการเก็บเกี่ยว ผลมะกอกของ Galantino ยังคงได้รับการเก็บด้วยมือ โดยใช้วิธีเขย่ากิ่งก้านของต้นมะกอกอย่างเบามือ เพื่อให้ผลมะกอกร่วงลงบนตาข่ายหรือผ้าใบที่ขึงรองรับไว้ด้านล่าง วิธีการดังกล่าวช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผลมะกอก และช่วยรักษาคุณภาพของวัตถุดิบก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิตได้เป็นอย่างดี การเก็บเกี่ยวจะดำเนินการในช่วงที่ผลมะกอกมีระดับความสุกเหมาะสม โดยอยู่ระหว่างวันที่ 15 ตุลาคมถึง 31 ธันวาคมของทุกปี เพื่อให้ได้น้ำมันมะกอกที่มีปริมาณสารโพลีฟีนอลสูง และมีคุณลักษณะด้านกลิ่น และรสชาติที่สมบูรณ์
เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการผลิต Galantino ยังคงใช้หินโม่แกรนิตแบบดั้งเดิมสำหรับบดผลมะกอก ก่อนนำไปผ่านกระบวนการสกัดเย็น และปั่นเหวี่ยงเย็น ซึ่งเป็นกระบวนการที่ช่วยรักษากลิ่นหอม รสชาติ และคุณค่าทางโภชนาการของน้ำมันมะกอกไว้ให้ได้มากที่สุด หลังจากนั้น น้ำมันมะกอกทุกล็อตจะต้องผ่านการตรวจสอบในห้องปฏิบัติการ รวมถึงการประเมินคุณภาพทางประสาทสัมผัส โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการชิมน้ำมันมะกอกที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ก่อนที่น้ำมันมะกอกแต่ละล็อตจะได้รับการคัดสรร และรับรองคุณภาพในขั้นตอนสุดท้าย
การรับรองมาตรฐาน DOP และเกษตรอินทรีย์ระดับสากล
ด้วยความใส่ใจในรายละเอียดตลอดทุกขั้นตอนของการผลิต น้ำมันมะกอกของ Galantino จึงได้รับการรับรองมาตรฐานที่สำคัญหลายประการ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการรักษาคุณภาพ และเอกลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ หนึ่งในมาตรฐานสำคัญคือการรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าที่ได้รับการคุ้มครอง หรือ DOP (Denominazione di Origine Protetta) ในนาม “Terra di Bari – Castel del Monte” ซึ่งเป็นการรับรองว่าน้ำมันมะกอกนั้นผลิตขึ้นภายในพื้นที่ที่กำหนด และผ่านกรรมวิธี ตลอดจนข้อกำหนดด้านการผลิตที่เป็นไปตามมาตรฐานเฉพาะของภูมิภาคอย่างเคร่งครัด ทั้งในด้านคุณภาพ และลักษณะเฉพาะของรสชาตินอกจากการรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าแล้ว Galantino ยังได้รับการรับรองมาตรฐาน เกษตรอินทรีย์ สำหรับผลิตภัณฑ์บางสาย ซึ่งสะท้อนถึงแนวทางการผลิตที่ให้ความสำคัญกับการดูแลวัตถุดิบ และกระบวนการเพาะปลูกตามหลักเกณฑ์ของเกษตรอินทรีย์ การได้รับมาตรฐานเหล่านี้จึงเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค และตอกย้ำแนวทางของ Galantino ในการรักษาคุณภาพของน้ำมันมะกอกตั้งแต่แหล่งเพาะปลูกจนถึงผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป
นวัตกรรมน้ำมันมะกอกปรุงรส: เสน่ห์แห่งวัตถุดิบธรรมชาติ
นอกเหนือจากน้ำมันมะกอก Extra Virgin แบบดั้งเดิมแล้ว Galantino ยังได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการ และรสนิยมของผู้บริโภคที่แตกต่างกัน โดยเลือกใช้มะกอกหลากหลายสายพันธุ์ ได้แก่ Coratina, Ogliarola Barese, Leccino และ Peranzana ซึ่งแต่ละสายพันธุ์มีลักษณะเฉพาะที่ส่งผลต่อกลิ่น รสชาติ และบุคลิกของน้ำมันมะกอกที่ผลิตได้หนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นของแบรนด์คือ น้ำมันมะกอกปรุงรส ซึ่งผลิตโดยนำวัตถุดิบจากธรรมชาติ เช่น มะนาวสด พริก และสมุนไพรชนิดต่าง ๆ มาบดรวมกับผลมะกอกในระหว่างกระบวนการโม่ วิธีการดังกล่าวช่วยให้น้ำมันมะกอกดูดซับกลิ่นหอม และรสชาติจากวัตถุดิบที่นำมาใช้ได้โดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสารปรุงแต่ง ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ ได้แก่ Olio al Limone (น้ำมันมะกอกกลิ่นมะนาว) และ Olio al Peperoncino (น้ำมันมะกอกกลิ่นพริก) ซึ่งสะท้อนแนวทางของ Galantino ในการนำวัตถุดิบจากธรรมชาติมาสร้างสรรค์รสชาติที่มีเอกลักษณ์ให้กับน้ำมันมะกอก
ศิลปะแห่งขวดเซรามิกวาดมือ สัญลักษณ์แห่งความพรีเมียม
หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1980 เมื่อ Michele Galantino (มิเคเล กาลันติโน) ทายาทรุ่นที่สอง เข้ามามีบทบาทในการขยายการรับรู้ของแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น โดยเขาเป็นผู้ริเริ่มบรรจุน้ำมันมะกอกลงในขวดที่ได้รับการออกแบบอย่างสวยงาม และมีเอกลักษณ์ พร้อมจำหน่ายภายใต้ชื่อแบรนด์ Galantino แทนการจำหน่ายน้ำมันมะกอกในลักษณะสินค้าทั่วไปที่ไม่มีตราสินค้า แนวคิดดังกล่าวถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เพราะทำให้น้ำมันมะกอกของ Galantino มีภาพลักษณ์ และเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่ผู้บริโภคสามารถจดจำได้ปัจจุบันแบรนด์ยังคงให้ความสำคัญกับการออกแบบขวด และบรรจุภัณฑ์ โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์ในรูปแบบที่เหมาะสำหรับมอบเป็นของขวัญระดับพรีเมียม เช่น ขวดเซรามิกที่วาดลวดลายด้วยมือ หรือกล่องไม้สำหรับบรรจุน้ำมันมะกอกหลายขวด การผสมผสานระหว่างคุณภาพของน้ำมันมะกอกกับความพิถีพิถันด้านการออกแบบนี้ ถือเป็นอีกส่วนหนึ่งที่สะท้อนแนวคิดของ Galantino ในการยกระดับน้ำมันมะกอกให้กลายเป็นสินค้าที่มีคุณค่าทั้งในด้านรสชาติ งานฝีมือ และวัฒนธรรมของอิตาลี
การส่งต่อมรดกและการท่องเที่ยวเชิงอาหารแห่ง Puglia
นับตั้งแต่ก่อตั้งกิจการ ตระกูล Galantino ได้สืบทอดธุรกิจโรงโม่น้ำมันมะกอกจากรุ่นสู่รุ่นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันกิจการได้ดำเนินมาถึงรุ่นที่สามแล้ว การสืบทอดธุรกิจภายในครอบครัวไม่เพียงมีส่วนช่วยรักษาองค์ความรู้ และประสบการณ์ด้านการผลิตน้ำมันมะกอกที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน แต่ยังเปิดโอกาสให้สมาชิกแต่ละรุ่นนำแนวคิด และมุมมองใหม่ ๆ มาปรับใช้ในการพัฒนากิจการ เพื่อให้สามารถก้าวไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย โดยยังคงรักษารากฐาน และเอกลักษณ์ของครอบครัวไว้ได้อย่างต่อเนื่องนอกจากบทบาทในฐานะผู้ผลิตน้ำมันมะกอกแล้ว Galantino ยังเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยว และผู้สนใจเข้าเยี่ยมชมโรงโม่เก่าแก่ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1860 โดยภายในยังคงอนุรักษ์ และจัดแสดงหินโม่แกรนิตแบบดั้งเดิมไว้ เพื่อให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสถึงบรรยากาศ และประวัติศาสตร์ของการผลิตน้ำมันมะกอกในอดีตอย่างใกล้ชิด
ระหว่างการเยี่ยมชม ผู้มาเยือนจะได้รับชมภาพยนตร์สั้นที่บอกเล่าประวัติความเป็นมาของ Galantino ภายในห้องใต้ดินที่ตกแต่งในบรรยากาศคลาสสิก ก่อนเข้าสู่การนำชมกระบวนการผลิตน้ำมันมะกอกอย่างครบทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเตรียมวัตถุดิบไปจนถึงการสกัดน้ำมัน จากนั้นจึงปิดท้ายด้วยกิจกรรมชิมน้ำมันมะกอกคู่กับขนมปัง Bruschetta และผลิตภัณฑ์พื้นเมืองของแคว้น Pulia เช่น Taralli และผลไม้ดอง เพื่อให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสทั้งรสชาติ และเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นไปพร้อมกัน
สำหรับกลุ่มผู้เข้าชมที่เดินทางมาเป็นหมู่คณะตั้งแต่ 20 คนขึ้นไป Galantino ยังมีบริการจัดอาหารกลางแจ้งภายในสวนส้มของครอบครัว โดยเสิร์ฟอาหารพื้นเมืองของแคว้น Pulia ที่ปรุงด้วยน้ำมันมะกอกของ Galantino เอง ทำให้การมาเยือนโรงโม่แห่งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการผลิตน้ำมันมะกอกเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสในการสัมผัสประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และวัฒนธรรมอาหารของแคว้น Pulia ผ่านประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงอาหารที่เชื่อมโยงเรื่องราวของครอบครัว Galantino เข้ากับท้องถิ่นได้อย่างลงตัว
Tags :
บทความที่เกี่ยวข้อง
ประวัติศาสตร์ และเส้นทางสู่ความสำเร็จของแบรนด์ BioOrto (บิโอ ออร์โต) ผู้นำด้านเกษตรอินทรีย์จากประเทศอิตาลี
ทำความรู้จัก “Tenuta Sant'Ilario” (เตนูต้า ซานติ ลารีโอ้) แบรนด์น้ำมันมะกอก Extra Virgin จากอิตาลี
ทำความรู้จัก Lotte (ลอตเต้, 롯데) กลุ่มบริษัทธุรกิจขนาดใหญ่จากประเทศเกาหลีใต้ที่โดดเด่นเรื่องผลิตภัณฑ์ขนมหวาน เครื่องดื่ม และห้างสรรพสินค้า


