BioOrto (บิโอ ออร์โต)
อัพเดทล่าสุด: 16 ก.ค. 2026

ท่ามกลางกระแสการตื่นตัวด้านเกษตรอินทรีย์ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องทั่วโลกตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา อิตาลีได้พัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตอาหารออร์แกนิกจนก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในประเทศชั้นนำของยุโรป และท่ามกลางผู้ผลิตจำนวนมาก BioOrto (บิโอ ออร์โต) คือหนึ่งในแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากการยึดมั่นในแนวทางเกษตรอินทรีย์ควบคู่กับการรักษาคุณภาพของผลผลิตอย่างต่อเนื่อง
ในช่วงแรกทั้งสองประกอบอาชีพเลี้ยงสัตว์แบบเร่ร่อน หรือที่เรียกว่า Transhumance ตามวิถีดั้งเดิมของชุมชนในแถบเทือกเขา Abruzzo ที่ต้องเคลื่อนย้ายฝูงสัตว์ระหว่างพื้นที่ภูเขา และที่ราบตามการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล เพื่อแสวงหาแหล่งหญ้า และน้ำที่อุดมสมบูรณ์ การอพยพครั้งนี้ทำให้พวกเขากลายเป็นหนึ่งในครอบครัวรุ่นแรกที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานอย่างถาวรในพื้นที่แห่งนี้
อย่างไรก็ตามแม้ว่าวิถีการเลี้ยงสัตว์แบบนี้จะเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน แต่ก็เป็นอาชีพที่ต้องเผชิญกับความยากลำบาก และความไม่แน่นอนจากสภาพภูมิอากาศ และสภาพเศรษฐกิจอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้ทั้งคู่จึงเริ่มแสวงหาแนวทางใหม่ที่จะสร้างความมั่นคง และอนาคตที่ยั่งยืนให้กับคนรุ่นต่อไป โดยการหันมาทำเกษตรกรรม
ในช่วงทศวรรษ 1980 Nino Passalacqua ลูกชายของ Julia และ Pietro ได้เข้ามาช่วยครอบครัวทำเกษตรกรรมอย่างจริงจัง จากนั้นเขาก็เข้าซื้อพื้นที่เพาะปลูกบริเวณเชิงอุทยานแห่งชาติ Gargano
พื้นที่แห่งนี้มีความโดดเด่นทั้งด้านความอุดมสมบูรณ์ของดิน สภาพภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน และระบบนิเวศที่หลากหลาย อีกทั้งยังได้รับอิทธิพลจากลมทะเลที่พัดผ่านตลอดทั้งปี และมีแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติ ซึ่งซึมผ่านชั้นหินของคาบสมุทร Gargano Promontory ลงมาหล่อเลี้ยงผืนดินอย่างสม่ำเสมอ
ปัจจัยทางธรรมชาติเหล่านี้ทำให้พื้นที่ดังกล่าวมีความอุดมสมบูรณ์เป็นพิเศษ จนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เหมาะสมที่สุดแห่งหนึ่งของแคว้น Puglia สำหรับการเพาะปลูกพืชผัก และผลไม้คุณภาพสูง รวมถึงการทำเกษตรอินทรีย์ การตัดสินใจของ Nino ครั้งนั้นนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่วางรากฐานให้กับกิจการของครอบครัวในระยะยาว เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกส่วนใหญ่ที่เขาเริ่มสะสม และพัฒนาไว้ในช่วงเวลาดังกล่าว ยังคงเป็นแหล่งผลิตพืชผัก และผลไม้อินทรีย์หลักของ BioOrto มาจนถึงปัจจุบัน
การตัดสินใจเลือกแนวทางดังกล่าวตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นสะท้อนวิสัยทัศน์ของครอบครัว Passalacqua ที่ให้ความสำคัญกับการผลิตอาหารที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการรักษาความอุดมสมบูรณ์ของผืนดินในระยะยาว แนวคิดดังกล่าวได้กลายเป็นปรัชญาสำคัญที่กำหนดทิศทางการดำเนินงานของ BioOrto และได้รับการสืบทอดต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
ในปี ค.ศ. 2002 ครอบครัว Passalacqua ได้ก่อตั้งโรงงานแปรรูป และบรรจุผลิตภัณฑ์ผักผลไม้ออร์แกนิกแห่งแรกขึ้นที่เมือง Apricena จังหวัด Foggia การมีโรงงานเป็นของตนเองทำให้พวกเขาสามารถควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ได้ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว การแปรรูป ไปจนถึงการบรรจุ และจัดจำหน่าย ภายใต้แนวคิดการผลิตแบบ Farm to Table ที่ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบย้อนกลับ และการรักษาคุณภาพของวัตถุดิบ
หนึ่งปีต่อมา ในปี ค.ศ. 2003 ครอบครัว Passalacqua ได้จดทะเบียนบริษัทอย่างเป็นทางการภายใต้ชื่อ BioOrto โดยเป็นการผสมคำระหว่าง “Bio” ซึ่งสื่อถึงการทำเกษตรอินทรีย์ กับคำว่า “Orto” ในภาษาอิตาลีที่มีความหมายว่า “สวนผัก” ชื่อดังกล่าวสะท้อนอัตลักษณ์ของแบรนด์ที่ยึดโยงกับผืนดิน การเพาะปลูกตามธรรมชาติ และความมุ่งมั่นในการผลิตอาหารออร์แกนิกคุณภาพสูงมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง
การส่งต่อกิจการจากคนรุ่นพ่อสู่คนรุ่นลูกในลักษณะดังกล่าวสะท้อนถึงเอกลักษณ์สำคัญของ BioOrto ที่ยังคงยึดมั่นในรูปแบบธุรกิจครอบครัว แม้องค์กรจะเติบโตจนกลายเป็นหนึ่งในผู้ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์รายสำคัญของอิตาลี และยุโรปแล้วก็ตาม
สมาชิกแต่ละคนต่างรับผิดชอบงานตามความเชี่ยวชาญของตนเอง ตั้งแต่การเพาะปลูก การแปรรูป การควบคุมคุณภาพ ไปจนถึงการตลาด และการขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ ส่งผลให้แบรนด์สามารถรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจกับคุณค่าที่สืบทอดมาจากครอบครัวได้อย่างมั่นคง
พื้นที่เพาะปลูกของ BioOrto โอบล้อมไปด้วยสวนมะกอกอายุหลายสิบจนถึงหลายร้อยปี ซึ่งเป็นมรดกทางการเกษตรที่สืบทอดมายาวนานของแคว้น Puglia บริษัทให้ความสำคัญกับการผลิตน้ำมันมะกอกในรูปแบบ Single Estate หรือการใช้ผลผลิตจากสวนเดียว เพื่อให้สามารถควบคุมคุณภาพ และสะท้อนอัตลักษณ์ของพื้นที่เพาะปลูกได้อย่างชัดเจน ควบคู่กับการผลิตแบบ Monocultivar ซึ่งใช้น้ำมันจากมะกอกเพียงสายพันธุ์เดียว อาทิ Peranzana และ Ogliarola สองสายพันธุ์พื้นเมืองที่มีชื่อเสียงของภูมิภาค
ในด้านกระบวนการผลิต ผลมะกอกจะถูกเก็บเกี่ยวในช่วงที่มีระดับความสุกเหมาะสมที่สุด ก่อนนำเข้าสู่โรงงานสกัดของบริษัทภายในเวลาอันรวดเร็วเพื่อทำการ สกัดเย็น ซึ่งเป็นกระบวนการสกัดที่ควบคุมอุณหภูมิไม่ให้สูงเกินมาตรฐาน เพื่อคงไว้ซึ่งสารประกอบทางธรรมชาติ และคุณค่าทางโภชนาการของน้ำมันมะกอก
ผลลัพธ์ที่ได้คือน้ำมันมะกอก Extra Virgin ที่มีค่าความเป็นกรดต่ำ อุดมด้วยสาร Polyphenols ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติ พร้อมด้วยกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ที่ให้สัมผัสของผลไม้สด และกลิ่นหญ้าที่เพิ่งตัดใหม่ อันสะท้อนถึงคุณภาพของผลผลิตจากสวนมะกอกในแคว้น Puglia ได้อย่างโดดเด่น
ในปี ค.ศ. 2017 บริษัทได้ขยายศักยภาพการผลิตอีกขั้นด้วยการก่อสร้างโรงงานบรรจุผลิตภัณฑ์แห่งใหม่ เพื่อรองรับการผลิตมะเขือเทศแปรรูป ครีมผัก และผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์อื่น ๆ ในปริมาณที่เพิ่มขึ้น โรงงานแห่งนี้ได้กลายเป็นศูนย์กลางการผลิตของ BioOrto และมีบทบาทสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการผลิตให้สามารถรองรับทั้งตลาดภายในประเทศ และตลาดต่างประเทศ
ในปี ค.ศ. 2018 BioOrto ได้เดินหน้าขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศอย่างจริงจัง ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ได้รับการยอมรับ และวางจำหน่ายในหลายประเทศทั่วโลก ข้อมูลจากสื่อด้านการเกษตรของอิตาลีระบุว่า ปัจจุบันบริษัทส่งออกผลผลิตมากกว่าร้อยละ 80 ของกำลังการผลิตทั้งหมดไปยังตลาดต่างประเทศ โดยมีตลาดสำคัญ ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี สหราชอาณาจักร และกลุ่มประเทศในยุโรปเหนือ
ช่องทางการจัดจำหน่ายครอบคลุมทั้งเครือข่ายค้าปลีกสมัยใหม่ ร้านจำหน่ายสินค้าออร์แกนิกเฉพาะทาง ตลอดจนธุรกิจโรงแรม และร้านอาหาร ขณะเดียวกันบริษัทยังขยายการจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ และการขายตรงสู่ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการอาหารออร์แกนิกที่เพิ่มสูงขึ้นในตลาดโลก
พื้นที่ดังกล่าวใช้เพาะปลูกพืชผัก และผลไม้หลากหลายชนิดตามฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็นกะหล่ำดอก บล็อกโคลี เฟนเนล คื่นฉ่าย ผักกาดแดง และกะหล่ำโรมาเนสโกหรือ กะหล่ำดอกเจดีย์ ขณะที่ในช่วงฤดูร้อนยังมีการปลูกซูกินี มะเขือเทศเชอร์รี เมลอน แตงโมผลเล็ก และองุ่นสำหรับรับประทานสดอีกด้วย ความหลากหลายของผลผลิตเหล่านี้สะท้อนถึงแนวทางการทำเกษตรอินทรีย์ที่สอดคล้องกับฤดูกาล และระบบนิเวศของพื้นที่ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ BioOrto ยึดถือมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง
BioOrto ได้รับการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ระดับสากลมากมาย อาทิ EU Organic, USDA Organic (สำหรับตลาดสหรัฐอเมริกา), JAS (สำหรับประเทศญี่ปุ่น) รวมถึงมาตรฐานด้านความปลอดภัยทางอาหารอย่าง BRC และ IFS
จากวิถีเลี้ยงสัตว์เร่ร่อน สู่ผืนดินอุดมสมบูรณ์แห่งแคว้น Puglia
เรื่องราวของ BioOrto มีจุดเริ่มต้นมาจากสองสามีภรรยา Giulia และ Pietro Passalacqua ซึ่งอพยพจากแคว้น Abruzzo ลงมาอาศัยยังที่ราบ Tavoliere delle Puglie ในแคว้น Puglia ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่เกษตรกรรมที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดของอิตาลีราวปี ค.ศ. 1950ในช่วงแรกทั้งสองประกอบอาชีพเลี้ยงสัตว์แบบเร่ร่อน หรือที่เรียกว่า Transhumance ตามวิถีดั้งเดิมของชุมชนในแถบเทือกเขา Abruzzo ที่ต้องเคลื่อนย้ายฝูงสัตว์ระหว่างพื้นที่ภูเขา และที่ราบตามการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล เพื่อแสวงหาแหล่งหญ้า และน้ำที่อุดมสมบูรณ์ การอพยพครั้งนี้ทำให้พวกเขากลายเป็นหนึ่งในครอบครัวรุ่นแรกที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานอย่างถาวรในพื้นที่แห่งนี้
อย่างไรก็ตามแม้ว่าวิถีการเลี้ยงสัตว์แบบนี้จะเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน แต่ก็เป็นอาชีพที่ต้องเผชิญกับความยากลำบาก และความไม่แน่นอนจากสภาพภูมิอากาศ และสภาพเศรษฐกิจอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้ทั้งคู่จึงเริ่มแสวงหาแนวทางใหม่ที่จะสร้างความมั่นคง และอนาคตที่ยั่งยืนให้กับคนรุ่นต่อไป โดยการหันมาทำเกษตรกรรม
ในช่วงทศวรรษ 1980 Nino Passalacqua ลูกชายของ Julia และ Pietro ได้เข้ามาช่วยครอบครัวทำเกษตรกรรมอย่างจริงจัง จากนั้นเขาก็เข้าซื้อพื้นที่เพาะปลูกบริเวณเชิงอุทยานแห่งชาติ Gargano
พื้นที่แห่งนี้มีความโดดเด่นทั้งด้านความอุดมสมบูรณ์ของดิน สภาพภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน และระบบนิเวศที่หลากหลาย อีกทั้งยังได้รับอิทธิพลจากลมทะเลที่พัดผ่านตลอดทั้งปี และมีแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติ ซึ่งซึมผ่านชั้นหินของคาบสมุทร Gargano Promontory ลงมาหล่อเลี้ยงผืนดินอย่างสม่ำเสมอ
ปัจจัยทางธรรมชาติเหล่านี้ทำให้พื้นที่ดังกล่าวมีความอุดมสมบูรณ์เป็นพิเศษ จนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เหมาะสมที่สุดแห่งหนึ่งของแคว้น Puglia สำหรับการเพาะปลูกพืชผัก และผลไม้คุณภาพสูง รวมถึงการทำเกษตรอินทรีย์ การตัดสินใจของ Nino ครั้งนั้นนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่วางรากฐานให้กับกิจการของครอบครัวในระยะยาว เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกส่วนใหญ่ที่เขาเริ่มสะสม และพัฒนาไว้ในช่วงเวลาดังกล่าว ยังคงเป็นแหล่งผลิตพืชผัก และผลไม้อินทรีย์หลักของ BioOrto มาจนถึงปัจจุบัน
ก้าวแรกสู่เกษตรอินทรีย์ และการก่อตั้งแบรนด์ BioOrto
ในปี ค.ศ. 1985 ครอบครัว Passalacqua เริ่มเพาะปลูกมะเขือเทศอินทรีย์เพื่อนำมาแปรรูปเป็นซอสมะเขือเทศ สิ่งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในช่วงเวลาที่แนวคิดเรื่องเกษตรอินทรีย์ยังไม่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางเหมือนปัจจุบันการตัดสินใจเลือกแนวทางดังกล่าวตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นสะท้อนวิสัยทัศน์ของครอบครัว Passalacqua ที่ให้ความสำคัญกับการผลิตอาหารที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการรักษาความอุดมสมบูรณ์ของผืนดินในระยะยาว แนวคิดดังกล่าวได้กลายเป็นปรัชญาสำคัญที่กำหนดทิศทางการดำเนินงานของ BioOrto และได้รับการสืบทอดต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
ในปี ค.ศ. 2002 ครอบครัว Passalacqua ได้ก่อตั้งโรงงานแปรรูป และบรรจุผลิตภัณฑ์ผักผลไม้ออร์แกนิกแห่งแรกขึ้นที่เมือง Apricena จังหวัด Foggia การมีโรงงานเป็นของตนเองทำให้พวกเขาสามารถควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ได้ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว การแปรรูป ไปจนถึงการบรรจุ และจัดจำหน่าย ภายใต้แนวคิดการผลิตแบบ Farm to Table ที่ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบย้อนกลับ และการรักษาคุณภาพของวัตถุดิบ
หนึ่งปีต่อมา ในปี ค.ศ. 2003 ครอบครัว Passalacqua ได้จดทะเบียนบริษัทอย่างเป็นทางการภายใต้ชื่อ BioOrto โดยเป็นการผสมคำระหว่าง “Bio” ซึ่งสื่อถึงการทำเกษตรอินทรีย์ กับคำว่า “Orto” ในภาษาอิตาลีที่มีความหมายว่า “สวนผัก” ชื่อดังกล่าวสะท้อนอัตลักษณ์ของแบรนด์ที่ยึดโยงกับผืนดิน การเพาะปลูกตามธรรมชาติ และความมุ่งมั่นในการผลิตอาหารออร์แกนิกคุณภาพสูงมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง
การสืบทอดธุรกิจครอบครัว และการขยายสู่ตลาดโลก
ปี ค.ศ. 2008 นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของกิจการ เมื่อครอบครัว Passalacqua ได้จัดตั้งบริษัทในรูปแบบสหกรณ์การเกษตรอย่างเป็นทางการภายใต้ชื่อ BioOrto Società Cooperativa Agricola โดยมี Nino เป็นผู้นำร่วมกับลูกทั้งสามคนของเขา ได้แก่ Giulia ซึ่งทำงานร่วมกับสามีคือ Mirko Conte ผู้รับผิดชอบด้านการตลาด และการพัฒนาธุรกิจ ตลอดจน Titziano และ Nino Nino Jr. ที่เข้ามามีบทบาทในการบริหารกิจการของครอบครัวการส่งต่อกิจการจากคนรุ่นพ่อสู่คนรุ่นลูกในลักษณะดังกล่าวสะท้อนถึงเอกลักษณ์สำคัญของ BioOrto ที่ยังคงยึดมั่นในรูปแบบธุรกิจครอบครัว แม้องค์กรจะเติบโตจนกลายเป็นหนึ่งในผู้ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์รายสำคัญของอิตาลี และยุโรปแล้วก็ตาม
สมาชิกแต่ละคนต่างรับผิดชอบงานตามความเชี่ยวชาญของตนเอง ตั้งแต่การเพาะปลูก การแปรรูป การควบคุมคุณภาพ ไปจนถึงการตลาด และการขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ ส่งผลให้แบรนด์สามารถรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจกับคุณค่าที่สืบทอดมาจากครอบครัวได้อย่างมั่นคง
น้ำมันมะกอก Extra Virgin คุณภาพระดับ Single Estate
หลังจากวางรากฐานด้านการผลิตผัก ผลไม้อินทรีย์ และมะเขือเทศแปรรูปได้อย่างมั่นคงแล้ว BioOrto ได้เดินหน้าขยายธุรกิจสู่ผลิตภัณฑ์ น้ำมันมะกอก Extra Virgin โดยในปี ค.ศ. 2016 บริษัทได้ก่อตั้งโรงงานสกัดน้ำมันมะกอกของตนเอง พร้อมติดตั้งระบบสกัดด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพได้ตั้งแต่การเก็บเกี่ยวผลมะกอก การคัดเลือกวัตถุดิบ ไปจนถึงกระบวนการสกัดภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยรักษาความสด กลิ่นหอม และคุณภาพของน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์พิเศษพื้นที่เพาะปลูกของ BioOrto โอบล้อมไปด้วยสวนมะกอกอายุหลายสิบจนถึงหลายร้อยปี ซึ่งเป็นมรดกทางการเกษตรที่สืบทอดมายาวนานของแคว้น Puglia บริษัทให้ความสำคัญกับการผลิตน้ำมันมะกอกในรูปแบบ Single Estate หรือการใช้ผลผลิตจากสวนเดียว เพื่อให้สามารถควบคุมคุณภาพ และสะท้อนอัตลักษณ์ของพื้นที่เพาะปลูกได้อย่างชัดเจน ควบคู่กับการผลิตแบบ Monocultivar ซึ่งใช้น้ำมันจากมะกอกเพียงสายพันธุ์เดียว อาทิ Peranzana และ Ogliarola สองสายพันธุ์พื้นเมืองที่มีชื่อเสียงของภูมิภาค
ในด้านกระบวนการผลิต ผลมะกอกจะถูกเก็บเกี่ยวในช่วงที่มีระดับความสุกเหมาะสมที่สุด ก่อนนำเข้าสู่โรงงานสกัดของบริษัทภายในเวลาอันรวดเร็วเพื่อทำการ สกัดเย็น ซึ่งเป็นกระบวนการสกัดที่ควบคุมอุณหภูมิไม่ให้สูงเกินมาตรฐาน เพื่อคงไว้ซึ่งสารประกอบทางธรรมชาติ และคุณค่าทางโภชนาการของน้ำมันมะกอก
ผลลัพธ์ที่ได้คือน้ำมันมะกอก Extra Virgin ที่มีค่าความเป็นกรดต่ำ อุดมด้วยสาร Polyphenols ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติ พร้อมด้วยกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ที่ให้สัมผัสของผลไม้สด และกลิ่นหญ้าที่เพิ่งตัดใหม่ อันสะท้อนถึงคุณภาพของผลผลิตจากสวนมะกอกในแคว้น Puglia ได้อย่างโดดเด่น
ในปี ค.ศ. 2017 บริษัทได้ขยายศักยภาพการผลิตอีกขั้นด้วยการก่อสร้างโรงงานบรรจุผลิตภัณฑ์แห่งใหม่ เพื่อรองรับการผลิตมะเขือเทศแปรรูป ครีมผัก และผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์อื่น ๆ ในปริมาณที่เพิ่มขึ้น โรงงานแห่งนี้ได้กลายเป็นศูนย์กลางการผลิตของ BioOrto และมีบทบาทสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการผลิตให้สามารถรองรับทั้งตลาดภายในประเทศ และตลาดต่างประเทศ
ในปี ค.ศ. 2018 BioOrto ได้เดินหน้าขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศอย่างจริงจัง ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ได้รับการยอมรับ และวางจำหน่ายในหลายประเทศทั่วโลก ข้อมูลจากสื่อด้านการเกษตรของอิตาลีระบุว่า ปัจจุบันบริษัทส่งออกผลผลิตมากกว่าร้อยละ 80 ของกำลังการผลิตทั้งหมดไปยังตลาดต่างประเทศ โดยมีตลาดสำคัญ ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี สหราชอาณาจักร และกลุ่มประเทศในยุโรปเหนือ
ช่องทางการจัดจำหน่ายครอบคลุมทั้งเครือข่ายค้าปลีกสมัยใหม่ ร้านจำหน่ายสินค้าออร์แกนิกเฉพาะทาง ตลอดจนธุรกิจโรงแรม และร้านอาหาร ขณะเดียวกันบริษัทยังขยายการจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ และการขายตรงสู่ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการอาหารออร์แกนิกที่เพิ่มสูงขึ้นในตลาดโลก
วิถีแห่งความยั่งยืน และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
สิ่งที่ทำให้ BioOrto โดดเด่นกว่าแบรนด์เกษตรอินทรีย์ทั่วไป คือการผสานรวมเอาภูมิปัญญาดั้งเดิม เข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนภายในฟาร์ม- พลังงานหมุนเวียน: โรงงาน และศูนย์บรรจุภัณฑ์ของ BioOrto ใช้พลังงานจากแผงโซลาร์เซลล์ที่ติดตั้งอยู่บนหลังคาโรงงาน ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศได้อย่างมหาศาล
- การจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ: ในพื้นที่ทางตอนใต้ของอิตาลี น้ำถือเป็นทรัพยากรที่มีค่า BioOrto ได้นำระบบน้ำหยดขั้นสูงมาใช้ ซึ่งควบคุมโดยระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อให้พืชได้รับน้ำในปริมาณที่พอดี ช่วยลดการสูญเสียน้ำได้อย่างมีนัยสำคัญ
- ปราศจากของเสีย: เศษซากพืช และวัสดุอินทรีย์ที่เหลือจากกระบวนการผลิต จะถูกนำไปหมักทำเป็นปุ๋ยหมัก เพื่อนำกลับไปบำรุงดินในไร่ เป็นการคืนธาตุอาหารสู่ธรรมชาติโดยไม่ต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมี
- การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ: ฟาร์มของ BioOrto มีการปลูกพืชหมุนเวียน และรักษาพื้นที่ป่าขนาดย่อมไว้รอบ ๆ แปลงเกษตร เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของแมลงที่มีประโยชน์ นก และสัตว์ป่า ซึ่งช่วยรักษาสมดุลทางนิเวศวิทยา และป้องกันศัตรูพืชตามธรรมชาติ
ความหลากหลายทางฤดูกาล และมาตรฐานออร์แกนิกระดับสากล
ปัจจุบันครอบครัว Passalacqua เป็นเจ้าของพื้นที่เพาะปลูกรวมกว่า 3,125 ไร่ ในตอนเหนือของแคว้น Puglia ครอบคลุมทั้งพื้นที่รอบอุทยานแห่งชาติ Gargano และที่ราบ Tavoliere delle Puglie ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งเกษตรกรรมที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดของอิตาลีพื้นที่ดังกล่าวใช้เพาะปลูกพืชผัก และผลไม้หลากหลายชนิดตามฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็นกะหล่ำดอก บล็อกโคลี เฟนเนล คื่นฉ่าย ผักกาดแดง และกะหล่ำโรมาเนสโกหรือ กะหล่ำดอกเจดีย์ ขณะที่ในช่วงฤดูร้อนยังมีการปลูกซูกินี มะเขือเทศเชอร์รี เมลอน แตงโมผลเล็ก และองุ่นสำหรับรับประทานสดอีกด้วย ความหลากหลายของผลผลิตเหล่านี้สะท้อนถึงแนวทางการทำเกษตรอินทรีย์ที่สอดคล้องกับฤดูกาล และระบบนิเวศของพื้นที่ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ BioOrto ยึดถือมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง
BioOrto ได้รับการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ระดับสากลมากมาย อาทิ EU Organic, USDA Organic (สำหรับตลาดสหรัฐอเมริกา), JAS (สำหรับประเทศญี่ปุ่น) รวมถึงมาตรฐานด้านความปลอดภัยทางอาหารอย่าง BRC และ IFS
Tags :
บทความที่เกี่ยวข้อง
ทำความรู้จัก “Le Sirop de MONIN” (เล ซิรอป เดอ โมแนง) แบรนด์ผลิตภัณฑ์น้ำเชื่อมแต่งกลิ่นระดับพรีเมียมจากประเทศฝรั่งเศส
ทำความรู้จัก Mainland (เมนแลนด์) แบรนด์ชีสคุณภาพสูงจากนิวซีแลนด์ที่ยึดมั่นในปรัชญา Good Things Take Time


