แชร์

BioOrto (บิโอ ออร์โต)

อัพเดทล่าสุด: 16 ก.ค. 2026
ท่ามกลางกระแสการตื่นตัวด้านเกษตรอินทรีย์ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องทั่วโลกตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา อิตาลีได้พัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตอาหารออร์แกนิกจนก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในประเทศชั้นนำของยุโรป และท่ามกลางผู้ผลิตจำนวนมาก BioOrto (บิโอ ออร์โต) คือหนึ่งในแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากการยึดมั่นในแนวทางเกษตรอินทรีย์ควบคู่กับการรักษาคุณภาพของผลผลิตอย่างต่อเนื่อง

 

จากวิถีเลี้ยงสัตว์เร่ร่อน สู่ผืนดินอุดมสมบูรณ์แห่งแคว้น Puglia

เรื่องราวของ BioOrto มีจุดเริ่มต้นมาจากสองสามีภรรยา Giulia และ Pietro Passalacqua ซึ่งอพยพจากแคว้น Abruzzo ลงมาอาศัยยังที่ราบ Tavoliere delle Puglie ในแคว้น Puglia ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่เกษตรกรรมที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดของอิตาลีราวปี ค.ศ. 1950

ในช่วงแรกทั้งสองประกอบอาชีพเลี้ยงสัตว์แบบเร่ร่อน หรือที่เรียกว่า Transhumance ตามวิถีดั้งเดิมของชุมชนในแถบเทือกเขา Abruzzo ที่ต้องเคลื่อนย้ายฝูงสัตว์ระหว่างพื้นที่ภูเขา และที่ราบตามการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล เพื่อแสวงหาแหล่งหญ้า และน้ำที่อุดมสมบูรณ์ การอพยพครั้งนี้ทำให้พวกเขากลายเป็นหนึ่งในครอบครัวรุ่นแรกที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานอย่างถาวรในพื้นที่แห่งนี้

อย่างไรก็ตามแม้ว่าวิถีการเลี้ยงสัตว์แบบนี้จะเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน แต่ก็เป็นอาชีพที่ต้องเผชิญกับความยากลำบาก และความไม่แน่นอนจากสภาพภูมิอากาศ และสภาพเศรษฐกิจอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้ทั้งคู่จึงเริ่มแสวงหาแนวทางใหม่ที่จะสร้างความมั่นคง และอนาคตที่ยั่งยืนให้กับคนรุ่นต่อไป โดยการหันมาทำเกษตรกรรม

ในช่วงทศวรรษ 1980 Nino Passalacqua ลูกชายของ Julia และ Pietro ได้เข้ามาช่วยครอบครัวทำเกษตรกรรมอย่างจริงจัง จากนั้นเขาก็เข้าซื้อพื้นที่เพาะปลูกบริเวณเชิงอุทยานแห่งชาติ Gargano

พื้นที่แห่งนี้มีความโดดเด่นทั้งด้านความอุดมสมบูรณ์ของดิน สภาพภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน และระบบนิเวศที่หลากหลาย อีกทั้งยังได้รับอิทธิพลจากลมทะเลที่พัดผ่านตลอดทั้งปี และมีแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติ ซึ่งซึมผ่านชั้นหินของคาบสมุทร Gargano Promontory ลงมาหล่อเลี้ยงผืนดินอย่างสม่ำเสมอ

ปัจจัยทางธรรมชาติเหล่านี้ทำให้พื้นที่ดังกล่าวมีความอุดมสมบูรณ์เป็นพิเศษ จนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เหมาะสมที่สุดแห่งหนึ่งของแคว้น Puglia สำหรับการเพาะปลูกพืชผัก และผลไม้คุณภาพสูง รวมถึงการทำเกษตรอินทรีย์ การตัดสินใจของ Nino ครั้งนั้นนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่วางรากฐานให้กับกิจการของครอบครัวในระยะยาว เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกส่วนใหญ่ที่เขาเริ่มสะสม และพัฒนาไว้ในช่วงเวลาดังกล่าว ยังคงเป็นแหล่งผลิตพืชผัก และผลไม้อินทรีย์หลักของ BioOrto มาจนถึงปัจจุบัน

 

ก้าวแรกสู่เกษตรอินทรีย์ และการก่อตั้งแบรนด์ BioOrto

ในปี ค.ศ. 1985 ครอบครัว Passalacqua เริ่มเพาะปลูกมะเขือเทศอินทรีย์เพื่อนำมาแปรรูปเป็นซอสมะเขือเทศ สิ่งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในช่วงเวลาที่แนวคิดเรื่องเกษตรอินทรีย์ยังไม่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางเหมือนปัจจุบัน

การตัดสินใจเลือกแนวทางดังกล่าวตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นสะท้อนวิสัยทัศน์ของครอบครัว Passalacqua ที่ให้ความสำคัญกับการผลิตอาหารที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการรักษาความอุดมสมบูรณ์ของผืนดินในระยะยาว แนวคิดดังกล่าวได้กลายเป็นปรัชญาสำคัญที่กำหนดทิศทางการดำเนินงานของ BioOrto และได้รับการสืบทอดต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ในปี ค.ศ. 2002 ครอบครัว Passalacqua ได้ก่อตั้งโรงงานแปรรูป และบรรจุผลิตภัณฑ์ผักผลไม้ออร์แกนิกแห่งแรกขึ้นที่เมือง Apricena จังหวัด Foggia การมีโรงงานเป็นของตนเองทำให้พวกเขาสามารถควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ได้ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว การแปรรูป ไปจนถึงการบรรจุ และจัดจำหน่าย ภายใต้แนวคิดการผลิตแบบ Farm to Table ที่ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบย้อนกลับ และการรักษาคุณภาพของวัตถุดิบ

หนึ่งปีต่อมา ในปี ค.ศ. 2003 ครอบครัว Passalacqua ได้จดทะเบียนบริษัทอย่างเป็นทางการภายใต้ชื่อ BioOrto โดยเป็นการผสมคำระหว่าง “Bio” ซึ่งสื่อถึงการทำเกษตรอินทรีย์ กับคำว่า “Orto” ในภาษาอิตาลีที่มีความหมายว่า “สวนผัก” ชื่อดังกล่าวสะท้อนอัตลักษณ์ของแบรนด์ที่ยึดโยงกับผืนดิน การเพาะปลูกตามธรรมชาติ และความมุ่งมั่นในการผลิตอาหารออร์แกนิกคุณภาพสูงมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง

 

การสืบทอดธุรกิจครอบครัว และการขยายสู่ตลาดโลก

ปี ค.ศ. 2008 นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของกิจการ เมื่อครอบครัว Passalacqua ได้จัดตั้งบริษัทในรูปแบบสหกรณ์การเกษตรอย่างเป็นทางการภายใต้ชื่อ BioOrto Società Cooperativa Agricola โดยมี Nino เป็นผู้นำร่วมกับลูกทั้งสามคนของเขา ได้แก่ Giulia ซึ่งทำงานร่วมกับสามีคือ Mirko Conte ผู้รับผิดชอบด้านการตลาด และการพัฒนาธุรกิจ ตลอดจน Titziano และ Nino Nino Jr. ที่เข้ามามีบทบาทในการบริหารกิจการของครอบครัว

การส่งต่อกิจการจากคนรุ่นพ่อสู่คนรุ่นลูกในลักษณะดังกล่าวสะท้อนถึงเอกลักษณ์สำคัญของ BioOrto ที่ยังคงยึดมั่นในรูปแบบธุรกิจครอบครัว แม้องค์กรจะเติบโตจนกลายเป็นหนึ่งในผู้ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์รายสำคัญของอิตาลี และยุโรปแล้วก็ตาม

สมาชิกแต่ละคนต่างรับผิดชอบงานตามความเชี่ยวชาญของตนเอง ตั้งแต่การเพาะปลูก การแปรรูป การควบคุมคุณภาพ ไปจนถึงการตลาด และการขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ ส่งผลให้แบรนด์สามารถรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจกับคุณค่าที่สืบทอดมาจากครอบครัวได้อย่างมั่นคง

 

น้ำมันมะกอก Extra Virgin คุณภาพระดับ Single Estate

หลังจากวางรากฐานด้านการผลิตผัก ผลไม้อินทรีย์ และมะเขือเทศแปรรูปได้อย่างมั่นคงแล้ว BioOrto ได้เดินหน้าขยายธุรกิจสู่ผลิตภัณฑ์ น้ำมันมะกอก Extra Virgin โดยในปี ค.ศ. 2016 บริษัทได้ก่อตั้งโรงงานสกัดน้ำมันมะกอกของตนเอง พร้อมติดตั้งระบบสกัดด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพได้ตั้งแต่การเก็บเกี่ยวผลมะกอก การคัดเลือกวัตถุดิบ ไปจนถึงกระบวนการสกัดภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยรักษาความสด กลิ่นหอม และคุณภาพของน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์พิเศษ

พื้นที่เพาะปลูกของ BioOrto โอบล้อมไปด้วยสวนมะกอกอายุหลายสิบจนถึงหลายร้อยปี ซึ่งเป็นมรดกทางการเกษตรที่สืบทอดมายาวนานของแคว้น Puglia บริษัทให้ความสำคัญกับการผลิตน้ำมันมะกอกในรูปแบบ Single Estate หรือการใช้ผลผลิตจากสวนเดียว เพื่อให้สามารถควบคุมคุณภาพ และสะท้อนอัตลักษณ์ของพื้นที่เพาะปลูกได้อย่างชัดเจน ควบคู่กับการผลิตแบบ Monocultivar ซึ่งใช้น้ำมันจากมะกอกเพียงสายพันธุ์เดียว อาทิ Peranzana และ Ogliarola สองสายพันธุ์พื้นเมืองที่มีชื่อเสียงของภูมิภาค

ในด้านกระบวนการผลิต ผลมะกอกจะถูกเก็บเกี่ยวในช่วงที่มีระดับความสุกเหมาะสมที่สุด ก่อนนำเข้าสู่โรงงานสกัดของบริษัทภายในเวลาอันรวดเร็วเพื่อทำการ สกัดเย็น ซึ่งเป็นกระบวนการสกัดที่ควบคุมอุณหภูมิไม่ให้สูงเกินมาตรฐาน เพื่อคงไว้ซึ่งสารประกอบทางธรรมชาติ และคุณค่าทางโภชนาการของน้ำมันมะกอก

ผลลัพธ์ที่ได้คือน้ำมันมะกอก Extra Virgin ที่มีค่าความเป็นกรดต่ำ อุดมด้วยสาร Polyphenols ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติ พร้อมด้วยกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ที่ให้สัมผัสของผลไม้สด และกลิ่นหญ้าที่เพิ่งตัดใหม่ อันสะท้อนถึงคุณภาพของผลผลิตจากสวนมะกอกในแคว้น Puglia ได้อย่างโดดเด่น

ในปี ค.ศ. 2017 บริษัทได้ขยายศักยภาพการผลิตอีกขั้นด้วยการก่อสร้างโรงงานบรรจุผลิตภัณฑ์แห่งใหม่ เพื่อรองรับการผลิตมะเขือเทศแปรรูป ครีมผัก และผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์อื่น ๆ ในปริมาณที่เพิ่มขึ้น โรงงานแห่งนี้ได้กลายเป็นศูนย์กลางการผลิตของ BioOrto และมีบทบาทสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการผลิตให้สามารถรองรับทั้งตลาดภายในประเทศ และตลาดต่างประเทศ

ในปี ค.ศ. 2018 BioOrto ได้เดินหน้าขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศอย่างจริงจัง ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ได้รับการยอมรับ และวางจำหน่ายในหลายประเทศทั่วโลก ข้อมูลจากสื่อด้านการเกษตรของอิตาลีระบุว่า ปัจจุบันบริษัทส่งออกผลผลิตมากกว่าร้อยละ 80 ของกำลังการผลิตทั้งหมดไปยังตลาดต่างประเทศ โดยมีตลาดสำคัญ ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี สหราชอาณาจักร และกลุ่มประเทศในยุโรปเหนือ

ช่องทางการจัดจำหน่ายครอบคลุมทั้งเครือข่ายค้าปลีกสมัยใหม่ ร้านจำหน่ายสินค้าออร์แกนิกเฉพาะทาง ตลอดจนธุรกิจโรงแรม และร้านอาหาร ขณะเดียวกันบริษัทยังขยายการจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ และการขายตรงสู่ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการอาหารออร์แกนิกที่เพิ่มสูงขึ้นในตลาดโลก

 

วิถีแห่งความยั่งยืน และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

สิ่งที่ทำให้ BioOrto โดดเด่นกว่าแบรนด์เกษตรอินทรีย์ทั่วไป คือการผสานรวมเอาภูมิปัญญาดั้งเดิม เข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนภายในฟาร์ม

  • พลังงานหมุนเวียน: โรงงาน และศูนย์บรรจุภัณฑ์ของ BioOrto ใช้พลังงานจากแผงโซลาร์เซลล์ที่ติดตั้งอยู่บนหลังคาโรงงาน ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศได้อย่างมหาศาล
  • การจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ: ในพื้นที่ทางตอนใต้ของอิตาลี น้ำถือเป็นทรัพยากรที่มีค่า BioOrto ได้นำระบบน้ำหยดขั้นสูงมาใช้ ซึ่งควบคุมโดยระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อให้พืชได้รับน้ำในปริมาณที่พอดี ช่วยลดการสูญเสียน้ำได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • ปราศจากของเสีย: เศษซากพืช และวัสดุอินทรีย์ที่เหลือจากกระบวนการผลิต จะถูกนำไปหมักทำเป็นปุ๋ยหมัก เพื่อนำกลับไปบำรุงดินในไร่ เป็นการคืนธาตุอาหารสู่ธรรมชาติโดยไม่ต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมี
  • การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ: ฟาร์มของ BioOrto มีการปลูกพืชหมุนเวียน และรักษาพื้นที่ป่าขนาดย่อมไว้รอบ ๆ แปลงเกษตร เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของแมลงที่มีประโยชน์ นก และสัตว์ป่า ซึ่งช่วยรักษาสมดุลทางนิเวศวิทยา และป้องกันศัตรูพืชตามธรรมชาติ

ความหลากหลายทางฤดูกาล และมาตรฐานออร์แกนิกระดับสากล

ปัจจุบันครอบครัว Passalacqua เป็นเจ้าของพื้นที่เพาะปลูกรวมกว่า 3,125 ไร่ ในตอนเหนือของแคว้น Puglia ครอบคลุมทั้งพื้นที่รอบอุทยานแห่งชาติ Gargano และที่ราบ Tavoliere delle Puglie ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งเกษตรกรรมที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดของอิตาลี

พื้นที่ดังกล่าวใช้เพาะปลูกพืชผัก และผลไม้หลากหลายชนิดตามฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็นกะหล่ำดอก บล็อกโคลี เฟนเนล คื่นฉ่าย ผักกาดแดง และกะหล่ำโรมาเนสโกหรือ กะหล่ำดอกเจดีย์ ขณะที่ในช่วงฤดูร้อนยังมีการปลูกซูกินี มะเขือเทศเชอร์รี เมลอน แตงโมผลเล็ก และองุ่นสำหรับรับประทานสดอีกด้วย ความหลากหลายของผลผลิตเหล่านี้สะท้อนถึงแนวทางการทำเกษตรอินทรีย์ที่สอดคล้องกับฤดูกาล และระบบนิเวศของพื้นที่ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ BioOrto ยึดถือมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง

BioOrto ได้รับการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ระดับสากลมากมาย อาทิ EU Organic, USDA Organic (สำหรับตลาดสหรัฐอเมริกา), JAS (สำหรับประเทศญี่ปุ่น) รวมถึงมาตรฐานด้านความปลอดภัยทางอาหารอย่าง BRC และ IFS
Tags :

บทความที่เกี่ยวข้อง
Le Sirop de MONIN
ทำความรู้จัก “Le Sirop de MONIN” (เล ซิรอป เดอ โมแนง) แบรนด์ผลิตภัณฑ์น้ำเชื่อมแต่งกลิ่นระดับพรีเมียมจากประเทศฝรั่งเศส
Tyrrells (ไทรเรลส์)
Tyrrells : จากไร่มันฝรั่งในอังกฤษ สู่มันฝรั่งทอดกรอบคุณภาพระดับโลก
Mainland
ทำความรู้จัก Mainland (เมนแลนด์) แบรนด์ชีสคุณภาพสูงจากนิวซีแลนด์ที่ยึดมั่นในปรัชญา Good Things Take Time
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้