แชร์

Lamington Cake (เค้กลามิงตัน)

อัพเดทล่าสุด: 9 มิ.ย. 2025

ออสเตรเลียเป็นดินแดนที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์อันเรียบง่ายและแฝงไปด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรมอันน่าทึ่ง ดังนั้นเอกลักษณ์อันเป็นที่น่าจดจำของประเทศนี้จึงไม่ได้มีเพียงจิงโจ้และโคอาล่าเท่านั้น เพราะอีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือความหลากหลายด้านอาหาร หากคุณได้เดินสำรวจไปตามท้องถนนในเมืองต่างๆ ของออสเตรเลีย คุณจะพบเห็นร้านอาหารมากมายที่นำเสนอการผสมผสานอาหารจากหลากหลายเชื้อชาติ แต่ไม่ว่าจะเป็นร้านสไตล์ไหน ร้านอาหารหลายแห่งมักจะมี เค้กลามิงตัน (Lamington Cake) เป็นเมนูเด่นประจำร้าน ซึ่งเป็นขนมหวานที่ครองใจทั้งชาวออสเตรเลียและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจประวัติศาสตร์อันน่าสนใจของเค้กลามิงตัน ซึ่งแม้จะมีการถกเถียงกันมานาน แต่ความอร่อยและบทบาทสำคัญในวัฒนธรรมออสเตรเลียนั้นปฏิเสธไม่ได้เลย

เค้กลามิงตันคืออะไร และความลึกลับของต้นกำเนิด

เค้กลามิงตัน เป็นขนมหวานที่ขึ้นชื่ออย่างมากของประเทศออสเตรเลีย หากใครที่เคยไปท่องเที่ยวที่นั่นน่าจะมีโอกาสได้ลิ้มลองรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของมันมาบ้างแล้ว เค้กลามิงตันโดดเด่นด้วยเนื้อสัมผัสของ สปันจ์เค้กนุ่มฟู ที่ถูกตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยม จากนั้นนำไป จุ่มลงในซอสช็อกโกแลตเข้มข้น และ คลุกเคล้าให้ทั่วด้วยมะพร้าวขูด จนเกิดเป็นความลงตัวของรสชาติและเนื้อสัมผัสที่หวานฉ่ำ ชุ่มชื่น และหอมมันของมะพร้าว อย่างไรก็ตาม ต้นกำเนิดที่แท้จริงของเค้กลามิงตันยังคงเป็นเรื่องราวที่มีการถกเถียงและค้นคว้ากันมานานหลายศตวรรษ

ทฤษฎีที่ 1: การกำเนิดที่ทำเนียบรัฐบาลควีนส์แลนด์

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าเค้กลามิงตันได้รับการรังสรรค์ขึ้นมาในช่วง ต้นศตวรรษที่ 20 โดยกล่าวกันว่าชื่อเค้กนั้นมาจากชื่อของ Lord Lamington (ลอร์ด ลามิงตัน) ผู้ว่าการรัฐควีนส์แลนด์ ผู้ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี 1896 ถึง 1901 ทฤษฎีนี้บอกเล่าเรื่องราวของ Armand Gallad (อาร์มองด์ กัลลาด) เชฟชาวฝรั่งเศสผู้มากฝีมือที่ทำงานให้กับ Lord Lamington

เรื่องราวเล่าว่า วันหนึ่งแขกที่ไม่คาดคิดได้เดินทางมาเยือนทำเนียบรัฐบาลอย่างกะทันหัน ทำให้ Lord Lamington ต้องสั่งให้เชฟของเขาเตรียมอาหารว่างเพื่อต้อนรับแขกเหล่านั้นโดยด่วน ขณะนั้นส่วนผสมที่เหลืออยู่ในครัวมีอยู่จำกัด เนื่องจากเชฟ Gallad ไม่ได้เตรียมวัตถุดิบไว้ล่วงหน้า ด้วยไหวพริบและความสามารถในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เขาจึงคิดค้นอาหารว่างเมนูใหม่ขึ้นมาด้วยส่วนผสมที่มีอยู่อย่างจำกัดนั้น เขาได้นำ สปันจ์เค้กที่ทำเก็บไว้ในวันก่อน (ซึ่งเป็นเทคนิคที่เชฟยุคนั้นนิยมใช้เพื่อความสะดวก) มาตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมพอดีคำ จากนั้นนำไป จุ่มลงในซอสช็อกโกแลต เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและรสชาติ แล้วจึงนำไป คลุกเคล้ากับมะพร้าวแห้งขูด เพื่อเพิ่มเนื้อสัมผัสและความหอม ซึ่งเป็นส่วนผสมที่มีอยู่ในครัวอยู่แล้ว ผลลัพธ์ที่ได้คือขนมหวานที่อร่อยและแปลกใหม่ ซึ่งถูกตั้งชื่อตาม Lord Lamington นั่นเอง เรื่องราวนี้เป็นที่ยอมรับและเล่าขานกันมาอย่างแพร่หลายในออสเตรเลีย

การถกเถียงเรื่องต้นกำเนิด : นิวซีแลนด์ หรือ ควีนส์แลนด์?

อย่างไรก็ตาม เรื่องราวของเค้กลามิงตันไม่ได้จบลงเพียงแค่นั้น เพราะมีจุดพลิกผันที่น่าสนใจ นักประวัติศาสตร์บางคนเชื่อว่าเค้กลามิงตันไม่ได้ถูกสร้างขึ้นในออสเตรเลีย แต่กลับ ถูกสร้างขึ้นในนิวซีแลนด์ โดยมีการอ้างว่าสูตรนี้ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกในตำราอาหารนิวซีแลนด์ชื่อ The Lamington Book ซึ่งตีพิมพ์ออกมาก่อนที่ Lord Lamington จะดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐควีนส์แลนด์เสียอีก ทำให้เกิดข้อโต้แย้งเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดที่แท้จริง

แต่เรื่องราวนี้ก็ยังไม่สิ้นสุด เพราะมีการถกเถียงกันขึ้นมาอีกครั้ง เนื่องจากมีหลักฐานสำคัญที่พบว่าสูตรเค้กลามิงตันที่รู้จักกันในปัจจุบัน ซึ่งมีลักษณะและส่วนผสมที่ตรงกับเค้กลามิงตันที่เราคุ้นเคย ได้ถูกตีพิมพ์ขึ้นมาครั้งแรกในนิตยสาร Queensland Country Life ฉบับวันที่ 17 ธันวาคม ปี ค.ศ. 1900 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ Lord Lamington ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐควีนส์แลนด์อยู่พอดี ดังนั้น เรื่องราวที่เค้กลามิงตันถือกำเนิดขึ้นในควีนส์แลนด์และตั้งชื่อตาม Lord Lamington จึงยังคงมีความน่าเชื่อถือมากที่สุดและเป็นที่ยอมรับในวงกว้างมากกว่า

จากการถกเถียง สู่ขนมหวานระดับชาติ

ถึงแม้ประวัติศาสตร์จะมีการถกเถียงกันไปมาถึงแหล่งกำเนิดที่แน่ชัด แต่ท้ายที่สุดแล้ว เค้กลามิงตันก็กลายเป็นขนมหวานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดที่ชาวออสเตรเลียให้การยอมรับ และยกให้เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ทางอาหารประจำชาติ หลังจากสูตรได้รับการเผยแพร่ เค้กลามิงตันก็เริ่มแพร่กระจายไปทั่วออสเตรเลียอย่างรวดเร็วราวกับไฟป่า ซึ่งได้แทรกซึมเข้าไปตามร้านน้ำชา ร้านเบเกอรี่ และกลายเป็นอาหารว่างยอดนิยมในการพบปะสังสรรค์และการดื่มชายามบ่ายของชาวออสเตรเลีย ด้วยความเรียบง่ายในการทำ ผสานกับรสชาติที่น่าหลงใหลและเนื้อสัมผัสที่ลงตัว ทำให้เค้กลามิงตันกลายเป็น "ไอคอนยอดนิยมของออสเตรเลีย" ที่ไม่ว่าใครก็รู้จัก

บทบาททางสังคมและการกุศล

ในช่วง สงครามโลกครั้งที่ 1 และสงครามโลกครั้งที่ 2 เค้กลามิงตันได้มีความสำคัญมากขึ้นในสังคมออสเตรเลีย ไม่ใช่แค่ในฐานะขนมหวานเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนทางสังคมและกิจกรรมเพื่อการกุศล ชาวออสเตรเลียมักจะใช้ขนมหวานชนิดนี้เป็นส่วนหนึ่งของการระดมทุนเพื่อการกุศลต่างๆ รวมถึงการสนับสนุนทหารที่เข้าร่วมในภาวะสงครามและช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง เนื่องจากเค้กลามิงตันเป็นขนมหวานที่เตรียมง่าย มีราคาที่ย่อมเยา และอร่อยอิ่มท้อง สามารถผลิตได้ในปริมาณมาก และแจกจ่ายได้สะดวก ดังนั้นในช่วงเวลานี้ ภาพจำของเค้กลามิงตันจึงถูกผูกไว้กับงานการกุศลขององค์กรต่างๆ และกลายเป็นสัญลักษณ์ของความสามัคคีและการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในยามยาก

การพัฒนาและหลากหลายของรสชาติในยุคปัจจุบัน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เค้กลามิงตันได้รับการพัฒนาให้มีรสชาติและรูปแบบใหม่ๆ มากมาย ไม่ได้จำกัดอยู่แค่สูตรดั้งเดิมเท่านั้น คนทำขนมและเชฟรุ่นใหม่ได้ทดลองสร้างสรรค์สูตรใหม่ๆ เพื่อเพิ่มมิติและความหลากหลายให้กับขนมคลาสสิกนี้:

  • การสอดไส้: มีการสอดไส้ด้วยแยมรสชาติต่างๆ (เช่น ราสเบอร์รี สตรอว์เบอร์รี) หรือครีมสดต่างๆ (เช่น ครีมวนิลา วิปปิ้งครีม) ลงไประหว่างชั้นสปันจ์เค้ก เพื่อเพิ่มความหวานฉ่ำและความหอมมันที่น่าสนใจ
  • การเคลือบซอสหลากหลายรสชาติ: นอกจากซอสช็อกโกแลตแบบดั้งเดิมแล้ว บางสูตรอาจจะนำสปันจ์เค้กไปเคลือบด้วยซอสรสชาติใหม่ๆ ที่หลากหลายมากขึ้น เช่น ซอสกาแฟ ซอสสตรอว์เบอร์รี ซอสส้ม ซอสเลมอน หรือแม้แต่ซอสที่ผสมผสานกลิ่นของผลไม้เมืองร้อน เพื่อสร้างรสชาติและเนื้อสัมผัสที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

เค้กลามิงตันในวันนี้ การเฉลิมฉลองประจำชาติ

ทุกวันนี้ เค้กลามิงตันยังคงฝังแน่นอยู่ในวัฒนธรรมของออสเตรเลียอย่างไม่เสื่อมคลายจนกระทั่งมีวันพิเศษของตัวเอง โดย วันลามิงตันแห่งชาติ (National Lamington Day) จะมีการเฉลิมฉลองในวันที่ 21 กรกฎาคม ของทุกปี ซึ่งในวันนี้ ร้านเบเกอรี่ ร้านกาแฟ และครัวเรือนทั่วประเทศออสเตรเลียจะแสดงความรักต่อขนมหวานชนิดนี้ด้วยการดื่มด่ำกับรสชาติที่หลากหลายของเค้กลามิงตันกันตลอดทั้งวัน ไม่ว่าจะเป็นสูตรคลาสสิกหรือสูตรใหม่ๆ ที่สร้างสรรค์ขึ้นมา นี่คือขนมหวานที่สะท้อนถึงความเรียบง่าย ความสุข และความผูกพันในใจของชาวออสเตรเลียอย่างแท้จริง

Tags :

บทความที่เกี่ยวข้อง
Strawberry Whipped Cream (สตรอว์เบอร์รีวิปครีม)
ย้อนรอยประวัติ “Strawberry Whipped Cream” (สตรอว์เบอร์รีวิปครีม) จากของหวานเรียบง่ายในยุโรป สู่สัญลักษณ์แห่งความหอมหวานในวัฒนธรรมร่วมสมัย
Strawberry Granita (สตอเบอร์รี่ กรานิต้า)
ทำความรู้จัก “Strawberry Granita” (สตอเบอร์รี่ กรานิต้า) ของหวานแช่แข็งสไตล์อิตาเลียนที่มีลักษณะเป็น “เกล็ดน้ำแข็งรสผลไม้”
Strawberry Salsa (สตรอว์เบอร์รีซัลซา)
ทำความรู้จัก “Strawberry Salsa” (สตรอว์เบอร์รีซัลซา) ซัลซาสไตล์ฟิวชันที่ดัดแปลงมาจากซัลซามะเขือเทศแบบดั้งเดิมของเม็กซิกัน
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ