แชร์

Molecular Gastronomy (โมเลคิวล่าร์ แกสตรอโนมี่)

อัพเดทล่าสุด: 3 ก.ค. 2025

เมื่อความเป็นเชฟและความเป็นนักวิทยาศาสตร์หลอมรวมเป็นหนึ่ง สิ่งที่ตามมาก็คือการสร้างสรรค์อาหารในรูปแบบ Molecular Gastronomy (โมเลกุลาร์ แกสโทรโนมี) หรือศาสตร์แห่งการทำอาหารเชิงโมเลกุลที่รวมเอาวิธีการทางวิทยาศาสตร์มาปรับใช้ในการทำอาหาร จนนำไปสู่การสร้างสรรค์อาหารที่อร่อย สวยงาม และแปลกใหม่ได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

ค็อกเทลในน้ำแข็งก้อนกลม น้ำผลไม้ในรูปแบบคาเวียร์ เส้นพาสต้าในรูปแบบเจลาติน ไอศกรีมที่ทำโดยใช้ไนโตรเจนเหลว เบคอนที่กลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง ล้วนแล้วแต่เป็นเทคนิคการทำอาหารโดยใช้ศาสตร์ Molecular Gastronomy ในการสร้างสรรค์ที่เรียกว่า "การทำอาหารแนวใหม่"

จุดกำเนิดจากความอยากรู้อยากเห็นของนักวิทยาศาสตร์

แนวคิดในการนำเทคนิคทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการทำอาหาร เริ่มต้นขึ้นในปี 1988 โดยนิโคลัส เคอร์ทิ (Nicholas Kurti) นักฟิสิกส์ชาวฮังการี อดีตศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด และแอร์เว ทิส (Hervé This) นักฟิสิกส์เคมีชาวฝรั่งเศส ทั้งสองท่านถูกยกย่องว่าเป็นผู้บุกเบิกศาสตร์แขนงนี้

นิโคลัสเป็นศาสตราจารย์ผู้ชอบนำเครื่องมือจากห้องแล็บมาใช้ทำอาหารจนได้รับฉายาว่า นักฟิสิกส์แห่งห้องครัว หรือ "พ่อมดแห่งห้องแล็บอาหาร" ขณะที่แอร์เวนั้นเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้สงสัยว่าสูตรอาหารที่สืบทอดกันมานั้นมีความเป็นวิทยาศาสตร์มากน้อยแค่ไหน ทำไมต้องทำตามขั้นตอนแบบนั้น ทำไมถึงเกิดผลลัพธ์แบบนี้ เมื่อความสงสัยและความชอบเป็นไปในทิศทางเดียวกัน พวกเขาจึงร่วมมือกันศึกษาเทคนิคการทำอาหารด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นระบบ โดยเรียกชื่้อการศึกษานี้ว่า Molecular and Physical Gastronomy ก่อนที่จะย่อเหลือ Molecular Gastronomy อย่างที่เรารู้จักในปัจจุบัน ซึ่งเป็นการผสมผสานศิลปะการทำอาหารเข้ากับวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่นิโคลัสและแอร์เวจะประสบความสำเร็จในงานวิจัย ในอดีตการทำอาหารเชิงโมเลกุลถูกวางรากฐานมาจากบรรพบุรุษทางเคมีอีกหลายคนในศตวรรษที่ 18 ซึ่งเป็นยุคแห่งการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ เช่น Joseph Geoffroy ผู้ศึกษาน้ำมันหอมระเหยในพืชเพื่อทำความเข้าใจองค์ประกอบทางเคมี, Antoine-Laurent Lavoisier ผู้ศึกษาน้ำสต็อกจากเนื้อสัตว์และได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งเคมีสมัยใหม่ และ Sir Benjamin Thompson (Count Rumford) นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษผู้พัฒนาทฤษฎีสมัยใหม่เกี่ยวกับความร้อน ซึ่งแนวคิดของเขาเป็นที่มาของเทคนิคการซูวี (Sous Vide) ในปัจจุบัน

การยอมรับและเผยแพร่ไปทั่วโลก: จากห้องแล็บสู่โต๊ะอาหารไฟน์ไดนิ่ง

ด้วยการศึกษาและเผยแพร่ความรู้ด้าน Molecular Gastronomy อย่างไม่หยุดหย่อน ในที่สุดงานวิจัยของพวกเขาก็ได้รับความสนใจมากขึ้น จนมีการก่อตั้งสาขาวิชา Molecular Gastronomy ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในหลายประเทศ เช่น ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ ไอร์แลนด์ เดนมาร์ก อิตาลี สเปน และสหรัฐอเมริกา แสดงให้เห็นถึงการยอมรับในเชิงวิชาการและเป็นรากฐานของการศึกษาด้านอาหารยุคใหม่

เมื่อเวลาผ่านไป ศาสตร์การทำอาหาร Molecular Gastronomy ก็เริ่มได้รับความสนใจอย่างมากโดยเชฟรุ่นใหม่ในประเทศต่าง ๆ ซึ่งนำไปประยุกต์ใช้ในร้านอาหารระดับโลก ตัวอย่างที่โดดเด่นคือ ที่ประเทศสเปน Ferran Adrià (เฟอร์รัน อาเดรีย) เชฟหนุ่มแห่งร้าน El Bulli ที่มีชื่อเสียงระดับโลก ได้ทดลองนำเทคนิคการทำอาหารโมเลกุลใหม่ ๆ มาใช้ในการปรุงอาหาร เช่น มูสโฟมที่ทำจากผัก ผลไม้ ซอส หรือแม้แต่เนื้อสัตว์ ที่มีเนื้อสัมผัสเบาและละลายในปาก และเม็ดคาเวียร์สีทองที่กัดเข้าไปแล้วจะมีน้ำมันมะกอกไหลทะลักออกมา ซึ่งเป็นเทคนิคที่สร้างความประหลาดใจให้กับผู้รับประทาน

ความสำเร็จของ Ferran Adrià ที่ El Bulli ได้จุดประกายความสนใจไปทั่วโลกในด้านการทำอาหาร ทำให้ Molecular Gastronomy ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางและมีการพัฒนาอย่างไม่จบสิ้น ทำให้ทุกวันนี้ศาสตร์การทำอาหารโมเลกุลไม่ได้จำกัดอยู่เพียงร้านอาหารระดับไฮเอนด์เท่านั้น แต่ยังแพร่กระจายเข้าสู่วัฒนธรรมสมัยนิยมผ่านรายการโทรทัศน์ รายการทำอาหาร และโซเชียลมีเดียต่าง ๆ จนนำไปสู่การสร้างสรรค์เทคนิคใหม่ ๆ ที่น่าตื่นตาตื่นใจและเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น

เทคนิคการทำอาหารโมเลกุลที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน

การใช้ไนโตรเจนเหลว (Liquid Nitrogen)

ไนโตรเจนเหลวมีอุณหภูมิต่ำเกือบถึง -200 องศาเซลเซียส ซึ่งสามารถทำให้วัตถุดิบต่าง ๆ กลายเป็นน้ำแข็งได้อย่างรวดเร็วในทันที (flash freezing) นอกจากนี้ยังสามารถเปลี่ยนวัตถุดิบให้กลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งเนื้อละเอียดได้อีกด้วย นิยมใช้ในการทำของหวาน ไอศกรีมแบบโฮมเมด หรือการสร้างควันจากอาหารเพื่อเพิ่มลูกเล่นและประสบการณ์การรับประทานอาหาร

การซูวี (Sous Vide)

ซูวีเป็นคำภาษาฝรั่งเศสแปลว่า ภายใต้สูญญากาศ เนื่องจากการทำซูวีนั้นจะต้องนำวัตถุดิบ เช่น เนื้อสัตว์ ปลา หรือผัก ใส่ลงในถุงพลาสติกหรือขวดแก้ว ไล่อากาศออกให้หมด แล้วปิดผนึกให้สนิท จากนั้นจึงนำไปแช่ในน้ำที่ควบคุมอุณหภูมิความร้อนให้คงที่อย่างแม่นยำ เพื่อทำการปรุงในอุณหภูมิความร้อนที่ต่ำเป็นเวลานาน ผลลัพธ์ที่ได้คืออาหารที่ข้างในสุกกำลังดีทั่วถึง ผิวนอกไม่ไหม้ และเก็บรักษาความชุ่มชื้น สารอาหาร และรสชาติของอาหารไว้อย่างเต็มที่ โดยเทคนิคนี้มีต้นกำเนิดจากแนวคิดของ Sir Benjamin Thompson

การทำสเฟียร์ (Spherification) หรือ Faux Caviar

การทำสเฟียร์เป็นการทำคาเวียร์เทียมขึ้นมา ซึ่งทำได้โดยการเติมผงโซเดียมอัลจิเนต (Sodium Alginate) (สารสกัดจากสาหร่ายทะเล จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับผงวุ้นและเจลาติน) ลงในของเหลว เช่น น้ำผลไม้ โยเกิร์ต หรือน้ำมันมะกอก แล้วนำของเหลวเหล่านั้นมาหยดด้วยเข็มฉีดยาหรือหลอดหยดลงในน้ำที่ผสมเกลือแคลเซียม (Calcium Chloride) เมื่อโซเดียมอัลจิเนตผสมกับแคลเซียมแล้วก็จะค่อย ๆ กลายเป็นเจลห่อหุ้มจากผิวด้านนอกเข้าไป จนกลายเป็นเม็ดกลมๆ คล้ายคาเวียร์เรียกว่าสเฟียร์ ซึ่งเมื่อกัดเข้าไปแล้วของเหลวข้างในจะแตกตัวออกมาอย่างน่าประหลาดใจ เทคนิคนี้คิดค้นขึ้นโดยนักวิทยาศาสตร์ของยูนิลีเวอร์ในปี 1942

การทำโฟม (Foaming)

เทคนิคการทำโฟมเป็นการนำวัตถุดิบที่มีความเหลว เช่น น้ำซุป น้ำสต็อก น้ำผลไม้ หรือพูเร มาเติมสารที่ช่วยให้คงตัว ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้วุ้นอะการ์อะการ์ (Agar agar) หรือ เลซิติน (Lecithin) ซึ่งเป็นอิมัลซิไฟเออร์ธรรมชาติ จากนั้นทำการเติมอากาศลงไป โดยใช้เครื่องตีฟองหรือขวดทำวิปปิ้งครีม โดยเทคนิคนี้ถูกคิดค้นโดย Ferran Adrià ทำให้เกิดมูสหรือซอสที่มีเนื้อสัมผัสเบาและโปร่ง นุ่มละมุนลิ้น ช่วยเพิ่มมิติให้กับรสชาติและรูปลักษณ์ของอาหาร

Molecular Gastronomy เป็นการนำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาผสานกับศิลปะการทำอาหารได้อย่างลงตัว ไม่ใช่แค่การสร้างความแปลกใหม่ แต่ยังเป็นการเข้าใจและควบคุมกระบวนการทางเคมีและฟิสิกส์ที่เกิดขึ้นในอาหาร เพื่อยกระดับประสบการณ์การรับประทานอาหารให้ก้าวไปอีกขั้น และเปิดขอบเขตจินตนาการของเชฟอย่างไร้ขีดจำกัด

Tags :

บทความที่เกี่ยวข้อง
Ratatouille (ราตาตูย)
ทำความรู้จัก Ratatouille (ราตาตูย) เมนูพื้นบ้านของฝรั่งเศส ในแอนิเมชันเรื่อง Ratatouille พ่อครัวตัวจี๊ด หัวใจคับโลก
Thyme (ไธม์) และ Lemon Thyme (เลมอนไธม์)
ทำความรู้จัก Thyme (ไธม์) และ Lemon Thyme (เลมอนไธม์) สมุนไพรคู่ครัวตะวันตก
Cağ Kebabı
ทำความรู้จัก Cağ Kebabı (ยาร์ก เคบับ) อาหารประเภทเนื้อย่างของตุรกี
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้