Hot Cross Buns (ฮ็อทครอสบันส์)
อัพเดทล่าสุด: 24 มี.ค. 2026

ในทุก ๆ ปี เมื่อเทศกาลอีสเตอร์ใกล้เข้ามา ขนมปังเนื้อนุ่มที่มีเครื่องหมายกากบาทอยู่ด้านบน ซึ่งรู้จักกันในชื่อ “Hot Cross Buns” จะเริ่มปรากฏให้เห็นตามร้านเบเกอรี และซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศอย่างสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนาดา ไอร์แลนด์ และประเทศอื่น ๆ ในเครือจักรภพ
ต้นกำเนิดก่อนยุคศาสนาคริสต์
Hot Cross Buns เป็นขนมปังที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ย้อนกลับไปก่อนที่ศาสนาคริสต์จะถือกำเนิดขึ้น โดยตำนานเล่าว่าขนมปังชนิดนี้ถูกคิดค้นขึ้นโดยชาวแซกซอน ในอังกฤษโบราณ ซึ่งนับถือเทพี Eostre เทพีแห่งฤดูใบไม้ผลิ และความอุดมสมบูรณ์ความหมายของเครื่องหมายกากบาทในอดีต
ในช่วงเวลานั้นชาวแซกซอนนิยมอบขนมปังทรงกลมที่ผสมเครื่องเทศ และสมุนไพร แล้วทำเครื่องหมายเป็นรูปกากบาทด้านบน เพื่อถวายเป็นเกียรติแก่เทพี Eostre อย่างไรก็ตามในช่วงแรกเครื่องหมายกากบาทไม่ได้มีความหมายที่เกี่ยวข้องศาสนาคริสต์ แต่เป็นตัวแทนของสี่ช่วงของดวงจันทร์ ซึ่งเชื่อมโยงกับวัฏจักรของธรรมชาติ ฤดูกาล และความอุดมสมบูรณ์ของพืชผลการปรับความหมายในยุคคริสต์ศาสนา
เมื่อศาสนาคริสต์เริ่มแพร่หลายไปทั่วยุโรปในช่วงศตวรรษที่ 1–4 ความเชื่อ และพิธีกรรมดั้งเดิมจำนวนมากก็ถูกปรับให้สอดคล้องกับบริบทของศาสนาคริสต์ รวมถึงขนมปังที่มีเครื่องหมายกากบาทด้านบนด้วยสัญลักษณ์ทางศาสนาในวัน Good Friday
ในบริบทของศาสนาคริสต์ เครื่องหมายกากบาทถือเป็นสัญลักษณ์ของการตรึงกางเขนของพระเยซูคริสต์ ด้วยเหตุนี้ Hot Cross Buns จึงถูกนำมาใช้เป็นขนมปังที่มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ในวัน “Good Friday” ซึ่งเป็นวันศุกร์ที่พระเยซูถูกตรึงกางเขน ก่อนที่พระองค์จะทรงฟื้นคืนพระชนม์อีกครั้งในวันอาทิตย์ความสำคัญของวันอีสเตอร์
วันอาทิตย์ดังกล่าวถูกกำหนดให้เป็นวันอีสเตอร์ ซึ่งถือเป็นวันสำคัญที่สุดวันหนึ่งของศาสนาคริสต์เพราะเป็นการเฉลิมฉลองชัยชนะของชีวิตเหนือความตาย และเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวัง และการเริ่มต้นใหม่กฎหมายควบคุมในยุคพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1
ช่วงเวลาที่น่าสนใจที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Hot Cross Buns คือในรัชสมัยของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1 แห่งอังกฤษ (ปลายศตวรรษที่ 16)ความเชื่อและกฎหมายเกี่ยวกับการจำหน่าย
ในยุคนั้นมีความเชื่อทางไสยศาสตร์เกี่ยวกับขนมปังชนิดนี้สูงมาก จนรัฐบาลเกรงว่าผู้คนจะนำขนมไปใช้ในทางที่ผิดหรือเกิดการมอมเมาด้วยความเชื่อที่งมงาย จึงมีการออกกฎหมายจำกัดการจำหน่าย Hot Cross Buns โดยอนุญาตให้ขายได้เฉพาะในงานศพ, วันคริสต์มาส และ วัน Good Friday เท่านั้นบทลงโทษและความพิเศษของขนม
หากใครฝ่าฝืนอบขนมชนิดนี้ในวันปกติ จะต้องถูกนำขนมที่แอบทำไปแจกจ่ายให้แก่คนยากจน กฎหมายที่เข้มงวดนี้เองที่กลับกลายเป็นตัวตอกย้ำให้ Hot Cross Buns กลายเป็น “ของพิเศษ” ที่ต้องรอคอย และมีความเชื่อมโยงอย่างเหนียวแน่นกับเทศกาลอีสเตอร์ความเชื่อพื้นบ้านเกี่ยวกับ Hot Cross Buns
ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา Hot Cross Buns ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของความเชื่อพื้นบ้านในยุโรป โดยมีความเชื่อหลากหลายที่น่าสนใจ เช่น- หากเก็บ Hot Cross Buns ไว้ตลอดปี จะช่วยป้องกันสิ่งชั่วร้าย และโรคภัย
- การแบ่งปัน Hot Cross Buns กับผู้อื่น จะช่วยเสริมสร้างมิตรภาพ และความสัมพันธ์
- การกิน Hot Cross Buns ในวัน Good Friday จะนำมาซึ่งโชคลาภ และสุขภาพที่ดี
- หากอบขนมปังในวัน Good Friday ขนมปังจะคงสภาพเดิมได้ตลอดทั้งปีโดยไม่ขึ้นรา (ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์อาจเป็นเพราะปริมาณน้ำตาล และเครื่องเทศที่สูงช่วยถนอมอาหาร)
- เชื่อว่าการแขวน Hot Cross Buns ไว้ในครัวจะช่วยป้องกันไฟไหม้บ้าน และป้องกันวิญญาณชั่วร้าย
- หากมีใครเจ็บป่วย การนำ Hot Cross Buns มาขูดเป็นผงผสมน้ำดื่มเชื่อว่าจะช่วยรักษาโรคได้
Tags :
บทความที่เกี่ยวข้อง


