Unagi (อูนางิ,うなぎ)
อัพเดทล่าสุด: 29 ก.ค. 2026

Unagi คือชื่อเรียกของปลาไหลน้ำจืดในภาษาญี่ปุ่น ปลาชนิดนี้โดดเด่นด้วยเนื้อสัมผัสที่นุ่มชุ่มฉ่ำ มีไขมันแทรกสูง และรสชาติกลมกล่อม นิยมนำมาทำเมนู “Kabayaki” (คาบายากิ) หรือการย่างเตาถ่านทาด้วยซอสถั่วเหลืองรสชาติหวานเค็มแล้วเสิร์ฟบนข้าวสวยร้อน ๆ
หลักฐานทางโบราณคดีหลายแห่งชี้ให้เห็นว่ามนุษย์ในยุคโจมง ซึ่งเป็นยุคก่อนประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น (ประมาณ 14,000–300 ปีก่อนคริสตกาล) บริโภคปลาไหลเป็นอาหาร โดยมีการค้นพบกระดูกปลาไหลปะปนอยู่กับเศษซากอาหาร และกองเปลือกหอยตามแหล่งโบราณคดีหลายแห่ง
นอกจากนี้ยังมีบันทึกทางวรรณกรรมที่เก่าแก่ที่สุดเกี่ยวกับการบริโภคปลาไหลของชาวญี่ปุ่นปรากฏอยู่ใน Man'yōshū (มันโยชู) กวีนิพนธ์รวมบทกวีที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น ซึ่งรวบรวมขึ้นในสมัยนาระราวศตวรรษที่ 8 โดยหนึ่งในบทกวีของ Ōtomo no Yakamochi ได้กล่าวแนะนำให้เพื่อนของเขาทานปลาไหลเพื่อบรรเทาอาการอ่อนเพลีย สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าชาวญี่ปุ่นในยุคนั้นตระหนักถึงคุณค่าทางโภชนาการของปลาไหล และเชื่อว่าการทานปลาไหลสามารถช่วยฟื้นฟูพละกำลัง และบำรุงร่างกายได้
จากเดิมที่เป็นเพียงหมู่บ้านชาวประมงขนาดเล็ก เมืองเอโดะได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นมหานครที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในยุคนั้น การเติบโตของเมืองก่อให้เกิดชนชั้นพ่อค้า ช่างฝีมือ และแรงงานจำนวนมาก ซึ่งล้วนต้องการอาหารที่ให้พลังงานสูง รับประทานได้สะดวก และมีราคาไม่แพง
ด้วยเหตุนี้ปลาไหลน้ำจืด ซึ่งพบได้อย่างอุดมสมบูรณ์ในอ่าวเอโดะ แม่น้ำ และลำคลองโดยรอบ จึงกลายเป็นวัตถุดิบที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ร้านขาย Kabayaki แบบแผงลอยริมทาง เริ่มปรากฏขึ้นทั่วเมือง เพื่อตอบสนองวิถีชีวิตอันเร่งรีบของผู้คนในมหานครแห่งนี้ และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ปลาไหลกลายเป็นอาหารยอดนิยมของชาวเมืองเอโดะ
ซอสชนิดนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มความกลมกล่อม และลดกลิ่นเฉพาะตัวของปลาไหลน้ำจืดได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เมื่อทาลงบนปลาไหลที่กำลังย่างเหนือเตาถ่าน ความหวานของซอสจะค่อย ๆ คาราเมลไลซ์จนเกิดกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ ผสานเข้ากับกลิ่นควันจากถ่านไม้ที่โชยอบอวลไปทั่วบริเวณ
ในภูมิภาคคันโต ซึ่งมีเมืองเอโดะเป็นศูนย์กลาง และอยู่ภายใต้อิทธิพลของชนชั้นซามูไร การใช้มีดผ่าท้องปลาไหลถือเป็นสิ่งไม่เป็นมงคล เพราะชวนให้นึกถึงพิธี “Seppuku” หรือการคว้านท้องฆ่าตัวตายตามธรรมเนียมของซามูไร ดังนั้นเชฟในแถบนี้จึงพัฒนาเทคนิคการผ่าปลาไหลจากด้านหลังแทน และนอกจากนี้หลังจากย่างปลาไหลโดยไม่ทาซอสในรอบแรกแล้ว พวกเขายังนำไปนึ่งก่อนย่างซ้ำอีกครั้ง เพื่อให้ไขมันส่วนเกินละลายออก ทำให้เนื้อปลามีความนุ่มละมุน ก่อนทาซอส Tare แล้วนำกลับไปย่างอีกครั้ง
ตรงกันข้ามกับภูมิภาคคันไซ ซึ่งมีนครโอซาก้าเป็นศูนย์กลางการค้า และได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมของชนชั้นพ่อค้า ในภูมิภาคนี้การผ่าท้องปลาไหลไม่ได้ถูกมองว่าเป็นลางร้าย ทั้งยังสอดคล้องกับสำนวน “Hara o watte hanasu” (腹を割って話す) ที่มีความหมายว่า “เปิดอกพูดคุยกันอย่างจริงใจ” หรือการสนทนาด้วยความซื่อตรง และเปิดเผย
ด้วยเหตุนี้เชฟในแถบคันไซจึงนิยมผ่าปลาไหลจากด้านท้อง ก่อนนำไปย่างบนเตาถ่านโดยตรงโดยไม่ผ่านขั้นตอนการนึ่ง วิธีการนี้ช่วยคงไขมันตามธรรมชาติไว้ในเนื้อปลา ทำให้ปลาไหลมีผิวด้านนอกหอมกรอบจากการย่าง ขณะที่เนื้อด้านในยังคงชุ่มฉ่ำ แน่น และมีรสสัมผัสที่เคี้ยวเพลิน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ Kabayaki สไตล์คันไซที่แตกต่างจากสไตล์คันโตอย่างชัดเจน
แต่จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ปลาไหลได้รับความนิยมในช่วงฤดูร้อนเกิดขึ้นในช่วงปลายยุคเอโดะ เมื่อเจ้าของร้านปลาไหลแห่งหนึ่งกำลังเผชิญกับปัญหายอดขายตกต่ำในช่วงฤดูร้อน ได้เดินทางไปขอคำปรึกษาจาก Hiraga Gennai นักปราชญ์ นักประดิษฐ์ และแพทย์ผู้มีชื่อเสียงในยุคนั้น
ตามเรื่องเล่า Hiraga Gennai ใช้แนวคิดด้านจิตวิทยา และความเชื่อทางวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่นมาสร้างกลยุทธ์ทางการตลาด เขาแนะนำให้เจ้าของร้านติดป้ายหน้าร้านว่า “Doyō no Ushi no Hi” (โดโย โนะ อุชิ โนะ ฮิ) วันแห่งช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูกาลเป็นวันรับประทาน Unagi”
แนวคิดดังกล่าวเชื่อมโยงกับความเชื่อดั้งเดิมของชาวญี่ปุ่นที่เรียกว่า “U no Tsuku Mono” ซึ่งเชื่อว่าอาหารที่มีเสียงขึ้นต้นด้วยตัวอักษร “U” เช่น Udon, Umeboshi และ Unagi เมื่อนำมารับประทานในวัน Doyō no Ushi no Hi จะช่วยเสริมพลัง ป้องกันความเจ็บป่วย และช่วยให้ร่างกายสามารถรับมือกับความเหนื่อยล้าจากสภาพอากาศร้อนในช่วงฤดูร้อนได้
หลังจากนำแนวคิดดังกล่าวมาใช้ ร้านปลาไหลแห่งนั้นก็ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว และเมื่อร้านอื่น ๆ เห็นถึงความสำเร็จ จึงเริ่มนำแนวทางเดียวกันไปปรับใช้ ส่งผลให้ธรรมเนียมการรับประทาน Kabayaki ในวัน Doyō no Ushi no Hi ค่อย ๆ แพร่หลาย และฝังรากลึกในสังคมญี่ปุ่น จนกลายเป็นวัฒนธรรมการรับประทานอาหารตามฤดูกาลที่ยังคงได้รับการสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
ในปัจจุบัน Doyō no Ushi no Hi เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในฐานะ “วันกินปลาไหล” ของญี่ปุ่น ซึ่งมักตรงกับช่วงปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม อันเป็นช่วงที่อากาศร้อน และอบอ้าวที่สุดของปี
หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสำคัญในยุคนี้คือการเกิดขึ้นของ “Unadon” (อุนาดง) หรือข้าวหน้าปลาไหล ซึ่งเป็นการนำ Kabayaki มาวางบนข้าวสวยร้อน ๆ ในชามทรงกลม การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเสิร์ฟนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่ยังตอบโจทย์วิถีชีวิตของชาวเมืองที่เปลี่ยนไป โดยชามทรงกลมสามารถช่วยเก็บรักษาความร้อนของข้าว และปลาไหลได้นานขึ้น เหมาะสำหรับการจัดส่งหรือรับประทานนอกสถานที่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวของอาหารญี่ปุ่นให้เข้ากับสังคมเมืองที่กำลังขยายตัว
ต่อมา เพื่อยกระดับสถานะของปลาไหลให้หรูหรามากขึ้น จึงเกิดแนวคิดในการนำเสนอปลาไหลในรูปแบบใหม่ผ่านการใช้ภาชนะที่เรียกว่า “Jūbako” (จูบาโกะ) ซึ่งเป็นกล่องไม้ทรงสี่เหลี่ยมเคลือบด้วยแลคเกอร์ และตกแต่งด้วยลวดลายประณีตงดงาม ปลาไหลที่เสิร์ฟในภาชนะลักษณะนี้เรียกว่า “Unaju” (อูนาจู)
ความผูกพันของชาวญี่ปุ่นกับปลาไหลตั้งแต่อดีตกาล
ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่อุดมไปด้วยแม่น้ำ ทะเลสาบ และพื้นที่ชุ่มน้ำจำนวนมาก ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของปลาไหลมาอย่างยาวนาน ด้วยเหตุนี้ปลาไหลจึงกลายเป็นหนึ่งในสัตว์น้ำที่มีบทบาทสำคัญต่อวิถีชีวิต และวัฒนธรรมการกินของชาวญี่ปุ่นมาตั้งแต่สมัยโบราณหลักฐานทางโบราณคดีหลายแห่งชี้ให้เห็นว่ามนุษย์ในยุคโจมง ซึ่งเป็นยุคก่อนประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น (ประมาณ 14,000–300 ปีก่อนคริสตกาล) บริโภคปลาไหลเป็นอาหาร โดยมีการค้นพบกระดูกปลาไหลปะปนอยู่กับเศษซากอาหาร และกองเปลือกหอยตามแหล่งโบราณคดีหลายแห่ง
นอกจากนี้ยังมีบันทึกทางวรรณกรรมที่เก่าแก่ที่สุดเกี่ยวกับการบริโภคปลาไหลของชาวญี่ปุ่นปรากฏอยู่ใน Man'yōshū (มันโยชู) กวีนิพนธ์รวมบทกวีที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น ซึ่งรวบรวมขึ้นในสมัยนาระราวศตวรรษที่ 8 โดยหนึ่งในบทกวีของ Ōtomo no Yakamochi ได้กล่าวแนะนำให้เพื่อนของเขาทานปลาไหลเพื่อบรรเทาอาการอ่อนเพลีย สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าชาวญี่ปุ่นในยุคนั้นตระหนักถึงคุณค่าทางโภชนาการของปลาไหล และเชื่อว่าการทานปลาไหลสามารถช่วยฟื้นฟูพละกำลัง และบำรุงร่างกายได้
วิวัฒนาการการย่าง : จากช่อดอกต้นกก สู่เมนูเลื่องชื่อ
อย่างไรก็ตามในยุคแรกนี้วิธีการปรุงปลาไหลยังค่อนข้างเรียบง่าย โดยนิยมนำปลาไหลทั้งตัวมาเสียบไม้แล้วย่างด้วยไฟ โดยยังไม่ผ่าท้องหรือเลาะก้างออก รูปลักษณ์ของปลาไหลที่เสียบไม้ย่างมีลักษณะคล้ายช่อดอกของต้นกกจึงมีข้อสันนิษฐานว่า คำว่า “Kabayaki” ซึ่งปัจจุบันใช้เรียกเทคนิคการย่างปลาไหลแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น อาจมีรากศัพท์มาจากคำว่า “Gamayaki” หรือ “การย่างที่มีลักษณะคล้ายดอกต้นกก” ก่อนที่คำดังกล่าวจะค่อย ๆ เพี้ยนเสียง และกลายมาเป็นชื่อที่ใช้เรียกเมนูปลาไหลย่างอันเลื่องชื่อในปัจจุบันยุคเอโดะ: ยุคทองของปลาไหลในฐานะอาหารริมทาง
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ปลาไหลพัฒนาจนกลายเป็นเมนูในรูปแบบที่เราคุ้นเคยในปัจจุบันเกิดขึ้นในสมัยเอโดะ (ค.ศ. 1603–1868) เมื่อโชกุน Tokugawa Ieyasu (โทกูงาวะ อิเอยาซุ) สถาปนาเมืองเอโดะ ซึ่งก็คือกรุงโตเกียวในปัจจุบัน ให้เป็นศูนย์กลางการปกครองของประเทศจากเดิมที่เป็นเพียงหมู่บ้านชาวประมงขนาดเล็ก เมืองเอโดะได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นมหานครที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในยุคนั้น การเติบโตของเมืองก่อให้เกิดชนชั้นพ่อค้า ช่างฝีมือ และแรงงานจำนวนมาก ซึ่งล้วนต้องการอาหารที่ให้พลังงานสูง รับประทานได้สะดวก และมีราคาไม่แพง
ด้วยเหตุนี้ปลาไหลน้ำจืด ซึ่งพบได้อย่างอุดมสมบูรณ์ในอ่าวเอโดะ แม่น้ำ และลำคลองโดยรอบ จึงกลายเป็นวัตถุดิบที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ร้านขาย Kabayaki แบบแผงลอยริมทาง เริ่มปรากฏขึ้นทั่วเมือง เพื่อตอบสนองวิถีชีวิตอันเร่งรีบของผู้คนในมหานครแห่งนี้ และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ปลาไหลกลายเป็นอาหารยอดนิยมของชาวเมืองเอโดะ
กำเนิด “ซอส Tare” หัวใจสำคัญแห่งความอร่อย
ในช่วงกลางศตวรรษที่ 17 ศิลปะการปรุงอาหารของญี่ปุ่นได้พัฒนาไปอีกขั้น เมื่อการผลิตโชยุ และมิรินมีความแพร่หลายมากขึ้น เชฟในยุคนั้นนำเครื่องปรุงทั้งสองชนิดมาเคี่ยวรวมกับน้ำตาล และส่วนผสมอื่น ๆ จนเกิดเป็น ซอส Tare ซอสรสหวานเค็มที่กลายเป็นหัวใจสำคัญของเมนู Kabayakiซอสชนิดนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มความกลมกล่อม และลดกลิ่นเฉพาะตัวของปลาไหลน้ำจืดได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เมื่อทาลงบนปลาไหลที่กำลังย่างเหนือเตาถ่าน ความหวานของซอสจะค่อย ๆ คาราเมลไลซ์จนเกิดกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ ผสานเข้ากับกลิ่นควันจากถ่านไม้ที่โชยอบอวลไปทั่วบริเวณ
ความแตกต่างของศิลปะการทำ Kabayaki สไตล์คันโตและคันไซ
ในญี่ปุ่นยุคนั้นรูปแบบการปรุง Kabayaki มีความแตกต่างกันระหว่างภูมิภาคคันโต และคันไซ โดยแต่ละพื้นทีมีวิธีการเตรียม และย่างปลาไหลที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวในภูมิภาคคันโต ซึ่งมีเมืองเอโดะเป็นศูนย์กลาง และอยู่ภายใต้อิทธิพลของชนชั้นซามูไร การใช้มีดผ่าท้องปลาไหลถือเป็นสิ่งไม่เป็นมงคล เพราะชวนให้นึกถึงพิธี “Seppuku” หรือการคว้านท้องฆ่าตัวตายตามธรรมเนียมของซามูไร ดังนั้นเชฟในแถบนี้จึงพัฒนาเทคนิคการผ่าปลาไหลจากด้านหลังแทน และนอกจากนี้หลังจากย่างปลาไหลโดยไม่ทาซอสในรอบแรกแล้ว พวกเขายังนำไปนึ่งก่อนย่างซ้ำอีกครั้ง เพื่อให้ไขมันส่วนเกินละลายออก ทำให้เนื้อปลามีความนุ่มละมุน ก่อนทาซอส Tare แล้วนำกลับไปย่างอีกครั้ง
ตรงกันข้ามกับภูมิภาคคันไซ ซึ่งมีนครโอซาก้าเป็นศูนย์กลางการค้า และได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมของชนชั้นพ่อค้า ในภูมิภาคนี้การผ่าท้องปลาไหลไม่ได้ถูกมองว่าเป็นลางร้าย ทั้งยังสอดคล้องกับสำนวน “Hara o watte hanasu” (腹を割って話す) ที่มีความหมายว่า “เปิดอกพูดคุยกันอย่างจริงใจ” หรือการสนทนาด้วยความซื่อตรง และเปิดเผย
ด้วยเหตุนี้เชฟในแถบคันไซจึงนิยมผ่าปลาไหลจากด้านท้อง ก่อนนำไปย่างบนเตาถ่านโดยตรงโดยไม่ผ่านขั้นตอนการนึ่ง วิธีการนี้ช่วยคงไขมันตามธรรมชาติไว้ในเนื้อปลา ทำให้ปลาไหลมีผิวด้านนอกหอมกรอบจากการย่าง ขณะที่เนื้อด้านในยังคงชุ่มฉ่ำ แน่น และมีรสสัมผัสที่เคี้ยวเพลิน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ Kabayaki สไตล์คันไซที่แตกต่างจากสไตล์คันโตอย่างชัดเจน
กลยุทธ์การตลาดสู่ธรรมเนียม “วันกินปลาไหล” ในฤดูร้อน
แม้ว่าปลาไหลจะได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในสังคมญี่ปุ่น แต่ในช่วงฤดูร้อนยอดขายปลาไหลกลับลดลงอย่างมาก เนื่องจากชาวญี่ปุ่นในอดีตมองว่าปลาไหลเป็นอาหารที่มีไขมันสูง ให้พลังงานมาก และอาจทำให้รู้สึกหนักหรือเลี่ยนเกินไปสำหรับสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวแต่จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ปลาไหลได้รับความนิยมในช่วงฤดูร้อนเกิดขึ้นในช่วงปลายยุคเอโดะ เมื่อเจ้าของร้านปลาไหลแห่งหนึ่งกำลังเผชิญกับปัญหายอดขายตกต่ำในช่วงฤดูร้อน ได้เดินทางไปขอคำปรึกษาจาก Hiraga Gennai นักปราชญ์ นักประดิษฐ์ และแพทย์ผู้มีชื่อเสียงในยุคนั้น
ตามเรื่องเล่า Hiraga Gennai ใช้แนวคิดด้านจิตวิทยา และความเชื่อทางวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่นมาสร้างกลยุทธ์ทางการตลาด เขาแนะนำให้เจ้าของร้านติดป้ายหน้าร้านว่า “Doyō no Ushi no Hi” (โดโย โนะ อุชิ โนะ ฮิ) วันแห่งช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูกาลเป็นวันรับประทาน Unagi”
แนวคิดดังกล่าวเชื่อมโยงกับความเชื่อดั้งเดิมของชาวญี่ปุ่นที่เรียกว่า “U no Tsuku Mono” ซึ่งเชื่อว่าอาหารที่มีเสียงขึ้นต้นด้วยตัวอักษร “U” เช่น Udon, Umeboshi และ Unagi เมื่อนำมารับประทานในวัน Doyō no Ushi no Hi จะช่วยเสริมพลัง ป้องกันความเจ็บป่วย และช่วยให้ร่างกายสามารถรับมือกับความเหนื่อยล้าจากสภาพอากาศร้อนในช่วงฤดูร้อนได้
หลังจากนำแนวคิดดังกล่าวมาใช้ ร้านปลาไหลแห่งนั้นก็ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว และเมื่อร้านอื่น ๆ เห็นถึงความสำเร็จ จึงเริ่มนำแนวทางเดียวกันไปปรับใช้ ส่งผลให้ธรรมเนียมการรับประทาน Kabayaki ในวัน Doyō no Ushi no Hi ค่อย ๆ แพร่หลาย และฝังรากลึกในสังคมญี่ปุ่น จนกลายเป็นวัฒนธรรมการรับประทานอาหารตามฤดูกาลที่ยังคงได้รับการสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
ในปัจจุบัน Doyō no Ushi no Hi เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในฐานะ “วันกินปลาไหล” ของญี่ปุ่น ซึ่งมักตรงกับช่วงปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม อันเป็นช่วงที่อากาศร้อน และอบอ้าวที่สุดของปี
ยุคเมจิกับการยกระดับสู่เมนู “Unadon” และ “Unaju”
เมื่อญี่ปุ่นก้าวเข้าสู่ยุคเมจิ (ค.ศ. 1868–1912) และเริ่มเปิดรับอิทธิพลจากโลกตะวันตก วิถีชีวิต สังคมเมือง และวัฒนธรรมอาหารของญี่ปุ่นก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ร้านขายปลาไหลย่างริมทางที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตในยุคเอโดะ เริ่มพัฒนาไปสู่ร้านอาหารที่มีรูปแบบเป็นทางการมากขึ้นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสำคัญในยุคนี้คือการเกิดขึ้นของ “Unadon” (อุนาดง) หรือข้าวหน้าปลาไหล ซึ่งเป็นการนำ Kabayaki มาวางบนข้าวสวยร้อน ๆ ในชามทรงกลม การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเสิร์ฟนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่ยังตอบโจทย์วิถีชีวิตของชาวเมืองที่เปลี่ยนไป โดยชามทรงกลมสามารถช่วยเก็บรักษาความร้อนของข้าว และปลาไหลได้นานขึ้น เหมาะสำหรับการจัดส่งหรือรับประทานนอกสถานที่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวของอาหารญี่ปุ่นให้เข้ากับสังคมเมืองที่กำลังขยายตัว
ต่อมา เพื่อยกระดับสถานะของปลาไหลให้หรูหรามากขึ้น จึงเกิดแนวคิดในการนำเสนอปลาไหลในรูปแบบใหม่ผ่านการใช้ภาชนะที่เรียกว่า “Jūbako” (จูบาโกะ) ซึ่งเป็นกล่องไม้ทรงสี่เหลี่ยมเคลือบด้วยแลคเกอร์ และตกแต่งด้วยลวดลายประณีตงดงาม ปลาไหลที่เสิร์ฟในภาชนะลักษณะนี้เรียกว่า “Unaju” (อูนาจู)
Tags :
บทความที่เกี่ยวข้อง
Himalayan Pink Salt (เกลือหิมาลายัน) : อัญมณีสีชมพูจากเทือกเขาหิมาลัย


