แชร์

Sake Classification (ประเภทของสาเก)

อัพเดทล่าสุด: 8 ก.ค. 2025

ญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมการดื่มที่หยั่งรากฝังลึกมาอย่างยาวนาน ซึ่ง สาเก ก็ถือเป็นเครื่องดื่มที่แสดงความเป็นญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้สาเกในญี่ปุ่นมีรสชาติและความเข้มข้นของแอลกอฮอล์หลากหลายระดับเช่นเดียวกับไวน์ เบียร์ และเหล้าประเภทอื่น ๆ จากบทความก่อนหน้าเราได้พูดถึงประวัติศาสตร์ของสาเกกันไปแล้ว แต่ในบทความนี้เราจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักสาเกแต่ละประเภทกันค่ะ

สาเกคืออะไร: พื้นฐานการผลิตที่ซับซ้อน

สาเก หรือที่หลายคนมักเรียกกันว่าไวน์ข้าวญี่ปุ่น เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แบบดั้งเดิมที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกในด้านรสชาติที่ซับซ้อนและความสำคัญทางวัฒนธรรมที่มีมานานหลายศตวรรษ ซึ่งประเด็นสำคัญประการหนึ่งที่เป็นตัวกำหนดความหลากหลายของสาเก คือระบบการจำแนกประเภทสาเกที่เรียกว่า Sake Classification

ก่อนที่จะเจาะลึกลงไปในระบบการจำแนกประเภทของสาเก สิ่งสำคัญคือเราต้องเข้าใจพื้นฐานของการผลิตสาเกก่อน โดยสาเกทำมาจากส่วนผสมหลักเพียง 4 อย่าง ได้แก่ ข้าว น้ำ ยีสต์ และ โคจิ (Koji) (โคจิเป็นราที่ถูกเลี้ยงในข้าวที่นึ่งแล้วมีลักษณะเหมือนชาเขียว) กล่าวกันว่าการจัดการกับโคจิอย่างเหมาะสมถือเป็นเคล็ดลับในการผลิตสาเกชั้นดี แต่อย่างไรก็ตามคุณภาพของสาเกยังมีรายละเอียดที่ซับซ้อนไม่ได้มีแค่โคจิเท่านั้นที่เป็นตัวกำหนดคุณภาพ แต่ยังรวมถึงสายพันธุ์ข้าว แหล่งน้ำ กระบวนการหมัก และปัจจัยอื่นๆ อีกมากมาย

การจำแนกประเภทสาเกตามระดับการขัดสีข้าวและการเติมแอลกอฮอล์

ประเภทของสาเกถูกแบ่งโดยปริมาณของเนื้อข้าวที่ผ่านการขัด (Rice Polishing Ratio หรือ Seimai Buai) วิธีการผลิต และชนิดของข้าว ซึ่งโดยทั่วไปแล้วสามารถแบ่งออกมาได้ทั้งหมด 9 ประเภทหลัก และแต่ละประเภทก็จะขึ้นอยู่กับปริมาณการขัดสีข้าวและการใส่แอลกอฮอล์เพิ่มเติม ดังนี้

  • Junmai Daiginjo (純米大吟醸): สาเกระดับซุปเปอร์พรีเมียม ทำมาจากข้าวที่ถูกนำมาขัดสีจนเหลือ 50% หรือต่ำกว่า และถูกหมักไว้ในที่อุณหภูมิต่ำ 13°C นิยมดื่มแบบเย็นเท่านั้น มีกลิ่นหอมผลไม้และดอกไม้อันซับซ้อน รสชาติละมุน
  • Daiginjo (大吟醸): ถือเป็นสาเกระดับซุปเปอร์พรีเมียมเช่นเดียวกับ Junmai Daiginjo เพราะทำมาจากข้าวที่ถูกนำมาขัดสีจนเหลือ 50% หรือต่ำกว่า และถูกหมักไว้ในที่อุณหภูมิต่ำ 13°C เหมือนกัน แต่ต่างกันที่ Daiginjo จะเติมแอลกอฮอล์สูตรพิเศษลงไปเล็กน้อย เพื่อเสริมกลิ่นอโรม่าให้เด่นชัดยิ่งขึ้น นิยมดื่มแบบเย็นและแบบอุณหภูมิห้อง
  • Junmai Ginjo (純米吟醸): เป็นสาเกระดับพรีเมียม ทำมาจากข้าวที่ถูกขัดสีให้จนเหลือ 60% หรือต่ำกว่า และถูกหมักไว้ในที่อุณหภูมิต่ำ 13°C นิยมนำไปดื่มแบบเย็นและแบบอุณหภูมิห้อง มีความหอมและรสชาติที่สมดุล
  • Ginjo (吟醸): เป็นสาเกระดับพรีเมียมเช่นเดียวกับ Junmai Ginjo ทำมาจากข้าวที่ถูกขัดสีให้จนเหลือ 60% หรือต่ำกว่า และถูกหมักไว้ในที่อุณหภูมิต่ำ 13°C แต่ต่างกันที่ Ginjo จะเติมแอลกอฮอล์สูตรพิเศษลงไป นิยมนำไปดื่มแบบเย็นและแบบอุณหภูมิห้อง
  • Tokubetsu Junmai (特別純米): เป็นสาเกเกรดสูง ทำมาจากข้าวที่ถูกขัดสีให้จนเหลือ 60-70% หรือใช้ข้าวพรีเมียมในการทำสาเก มีรสเผ็ดเล็กน้อยและอโรม่าอ่อน ๆ นิยมนำไปดื่มได้หลากหลายอุณหภูมิ ทั้งแบบเย็น แบบอุณหภูมิห้อง และแบบร้อน
  • Tokubetsu Honjozo (特別本醸造): เป็นสาเกเกรดสูงเช่นเดียวกับ Tokubetsu Junmai ทำมาจากข้าวที่ถูกขัดสีให้จนเหลือ 60-70% หรือใช้ข้าวพรีเมียมในการทำสาเก และเติมแอลกอฮอล์สูตรพิเศษลงไป ทำให้ได้รสชาติที่นุ่มนวลและดื่มง่ายขึ้น
  • Junmai (純米): เป็นสาเกระดับพิเศษ เดิมทีข้าวที่ใช้ผลิตสาเกชนิดนี้จะถูกบังคับทางกฎหมายให้ถูกขัดคงเหลือที่ 70% แต่ปัจจุบันไม่มีข้อจำกัดของการขัดข้าว โดยให้ใช้ข้าว น้ำ และโคจิเท่านั้นในการผลิต ทำให้สาเกที่ได้มีความโดดเด่นในด้านของสี กลิ่น และรสชาติที่เข้มข้น ถือเป็นสาเกที่ต้องใช้เทคนิคและประสบการณ์ในการทำเป็นอย่างสูง โดยสาเกประเภทนี้ถือเป็นสาเกแบบดั้งเดิมของประเทศญี่ปุ่น นิยมดื่มแบบร้อนคู่กับอาหารประเภทเทมปุระ ปลา และเนื้อ เป็นต้น
  • Honjozo (本醸造): เป็นสาเกระดับพิเศษเช่นเดียวกับ Junmai ทำมาจากข้าวที่ถูกขัดสีจนเหลือ 70% และมีการเติมแอลกอฮอล์ลงไปเล็กน้อย เพื่อเพิ่มความหอมและทำให้รสชาติเบาลง นิยมนำไปดื่มแบบเย็น แบบอุณหภูมิห้อง และแบบร้อน
  • Futsushu (普通酒): เป็นสาเกระดับมาตรฐานที่วางขายอยู่ทั่วไปในญี่ปุ่น มีปริมาณการผลิตมากถึง 80% ของสาเกทั้งหมด โดยสาเกประเภทนี้ส่วนใหญ่จะนิยมผสมแอลกอฮอล์ลงไป เพื่อลดต้นทุนในการผลิต ดังนั้นสาเกประเภทนี้จึงมีราคาถูก สามารถหาซื้อได้ง่าย แต่ละยี่ห้อก็มีรสชาติไม่ต่างกันมากนัก นิยมนำไปดื่มได้หลากหลายอุณหภูมิ ทั้งแบบเย็น แบบอุณหภูมิห้อง และแบบร้อน

การจำแนกประเภทสาเกตามกระบวนการผลิตเพิ่มเติม: รสสัมผัสที่ไม่เหมือนใคร

นอกจากประเภทที่กล่าวมาแล้วข้างต้น สาเกยังมีการจำแนกประเภทตามกระบวนการผลิตอีกด้วย เพื่อเพิ่มความหลากหลายของรสชาติและประสบการณ์การดื่ม

  • Nama Sake (生酒) หรือสาเกสด: คือสาเกที่ไม่ได้ผ่านการพาสเจอไรซ์ (Unpasteurized) เพื่อให้คงรสชาติความเข้มข้นและกลิ่นอายความสดใหม่ของสาเกเอาไว้ จึงมีรสชาติที่สดกว่าสาเกชนิดอื่น ๆ และมักจะมีกลิ่นคล้ายผลไม้หรือโยเกิร์ต นิยมดื่มแบบเย็นจัดเท่านั้นและต้องเก็บในที่เย็น
  • Nigori (にごり): คือสาเกชนิดที่ผ่านการกรองแบบหยาบ ยังคงเหลืออนุภาคข้าวที่ใช้ในการผลิตให้เห็นอยู่ ทำให้สาเกชนิดนี้มักจะมีสีขุ่น ไม่ใส เนื่องจากไม่ได้ผ่านการกรองแบบปกติจึงมีรสชาติที่ค่อนข้างเข้มข้น หวาน และมีเนื้อสัมผัสที่นุ่มนวล
  • Genshu (原酒): คือสาเกที่ไม่ได้ผ่านการปรับระดับแอลกอฮอล์ในขั้นตอนสุดท้ายของการผลิต (Undiluted) จึงทำให้ปริมาณแอลกอฮอล์สูงกว่าปกติ โดยทั่วไปสาเกมักมีแอลกอฮอล์ที่ประมาณ 13-15% แต่สำหรับ Genshu นั้นจะอยู่ที่ประมาณ 17-20% ทำให้มีรสชาติที่หนักแน่นและเข้มข้น เหมาะสำหรับดื่มแบบ On the rocks หรือนำไปผสมค็อกเทล

บทความที่เกี่ยวข้อง
ภัยคุกคามร้ายแรงของไร่องุ่นในฝรั่งเศส
ย้อนรอยประวัติศาสตร์ Great French Wine Blight ภัยคุกคามร้ายแรงของไร่องุ่นในฝรั่งเศส
Wheat Beer (วีทเบียร์)
ย้อนรอยประวัติศาสตร์ความเป็นมาของ Wheat Beer (วีทเบียร์)
Rosé, The Summer Wine of Europe
ทำความรู้จัก “Rosé” (โรเซ่) และเหตุผลที่ได้รับการขนานนามให้เป็น “Summer Wine” ของยุโรป
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้