แชร์

Carr's Crackers (คาร์ส แครกเกอร์)

ในโลกของขนมอบกรอบ มีแบรนด์ไม่กี่รายที่จะยืนหยัดผ่านกาลเวลามาได้อย่างยาวนานเกือบ 200 ปี พร้อมกับเรื่องราวที่น่าสนใจไม่แพ้รสชาติที่คุ้นเคย และหนึ่งในนั้นคือ Carr's Crackers (คาร์ส แครกเกอร์) แบรนด์แครกเกอร์เก่าแก่จากประเทศอังกฤษ ที่มีจุดเริ่มต้นจากเบเกอรี่เล็ก ๆ จนกลายเป็นหนึ่งในบริษัทเบเกอรี่ที่ใหญ่ที่สุด และเป็นผู้นำด้านการขายแครกเกอร์ในสหราชอาณาจักรยาวนานเกือบ 2 ศตวรรษ และในปัจจุบันมีการวางจำหน่ายไปทั่วโลก นอกจากขนม Signature อย่าง Table Water Crackers แล้ว ก็ยังมีแครกเกอร์ชนิดอื่น ๆ ให้เลือก เช่น Whole Wheat และ Rose Mary รวมไปถึงแครกเกอร์ที่มีเนื้อสัมผัสบางเบากว่าอย่าง Melts

จุดเริ่มต้นของผู้ประกอบการผู้บุกเบิก: Jonathan Dodgson Carr

Jonathan Dodgson Carr ผู้ก่อตั้งแบรนด์ เติบโตมาในครอบครัวที่ประกอบอาชีพค้าขายในเมือง Kendal ประเทศอังกฤษ เขาเข้ารับการฝึกเป็นคนทำขนมตั้งแต่อายุ 14 ปี ซึ่งปลูกฝังความรู้และทักษะด้านเบเกอรี่ให้กับเขา จนกระทั่งในปีค.ศ. 1831 Carr ตัดสินใจที่จะออกจากบ้านเพื่อไปสร้างธุรกิจของตัวเอง เขาเดินเท้าจากบ้านเกิดไปยังเมือง Carlisle ซึ่งเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องการทำโรงโม่ และยังเป็นศูนย์กลางการเดินทางที่สำคัญเนื่องจากมีสถานีรถไฟขนาดใหญ่ ทำให้เล็งเห็นถึงโอกาสทางธุรกิจ

Carr สร้างเบเกอรี่ขึ้นมาด้วยตัวเองซึ่งยังเป็นโรงโม่ในตัว ทำให้เขาสามารถทำการผลิตได้เองทั้งกลางวันและกลางคืน นอกจากการผลิตขนมปังแล้ว เขายังเริ่มต้นขายบิสกิตบรรจุในกระป๋องเพื่อรักษาความกรอบ ใช้ชื่อว่า Table Water Biscuit (ในปัจจุบันเรียกว่า Table Water Cracker) ซึ่งมีส่วนผสมเพียงแค่แป้งและน้ำ ไม่แต่งสีและกลิ่น นำไปอบจนกรอบในเตาอิฐแบบดั้งเดิม ซึ่งพัฒนามาจาก Ship biscuit ราคาถูกที่กะลาสีเรือพกติดตัวไปรับประทาน มีจุดเด่นที่การใช้น้ำแทนน้ำมันในส่วนผสม เพื่อให้สามารถเก็บไว้ได้นาน เหมาะกับการออกเรือเป็นเวลานาน

นวัตกรรมและการขยายธุรกิจของ Carr's

Carr ยังเป็นรายแรกที่ใช้เครื่องจักรไอน้ำในการผลิตบิสกิตหรือแครกเกอร์ ทั้งเครื่องผสมแป้งและเครื่องตัดแป้งให้เป็นรูปทรง ซึ่งเขาได้สร้างสรรค์ขนมอบเหล่านี้ให้มีรูปทรงที่แปลกตา และเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์จากขนมราคาถูกให้กลายเป็นของนำสมัย นอกจากนั้น การบรรจุกระป๋องยังทำให้ง่ายต่อการพกพาและขนส่ง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยในการกระจายสินค้า นอกจากนี้ เบเกอรี่ของ Carr ยังตั้งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ ทำให้ถูกค้นพบจากผู้ที่สัญจรไปมาได้ไม่ยาก เมื่อธุรกิจขยายตัว ในปีค.ศ. 1836 เขาจึงก่อตั้งโรงงานผลิตแป้ง นอกจากจะเพื่อผลิตขนมแล้ว เขายังต่อยอดธุรกิจไปเป็นการขายแป้งอีกด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในการขยายธุรกิจแบบครบวงจร

ภายในเวลาไม่นาน Table Water Crackers ก็กลายมาเป็นขนมที่มีชื่อเสียงไปทั่วสหราชอาณาจักร จนในปีค.ศ. 1841 แครกเกอร์ของ Carr ก็ได้รับการยอมรับจาก สมเด็จพระราชินี Victoria ให้ได้รับตรารับรองจากราชวงศ์ (Royal Warrant) ซึ่งหมายความว่าแครกเกอร์ของเขานั้นมีคุณภาพมากพอสำหรับครัวของพระราชวังนั่นเอง หลังจากได้รับรองจากราชวงศ์ซึ่งช่วยเพิ่มชื่อเสียง โรงงานของ Carr ก็สามารถผลิตแครกเกอร์ได้มากถึง 400 ตันต่อปี Table Water Crackers กลายเป็น Signature ของแบรนด์จนถึงปัจจุบัน และยังคงรักษาวิธีการผลิตแบบดั้งเดิมไว้ด้วย

Carr ผู้ประกอบการและนักสังคมสงเคราะห์

Carr เป็นคนที่เคร่งศาสนาและเป็นสมาชิกของ Quaker ซึ่งอยู่ในนิกายย่อยของศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ เขาไม่ได้เป็นเพียงนักธุรกิจ แต่ยังเป็นผู้ที่มีจริยธรรมสูงและให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ของพนักงาน เขาปกครองพนักงานภายในโรงงานกว่า 90 ชีวิตด้วยความเป็นกันเองเหมือนครอบครัว พร้อมปรับปรุงคุณภาพชีวิตทั้งด้านที่อยู่อาศัย การสร้างห้องสมุดสำหรับแรงงาน ปรับปรุงโรงพยาบาลในชุมชน รวมถึงเข้าร่วมขบวนการต่อต้านการค้าทาสอีกด้วย แสดงให้เห็นถึงบทบาทในฐานะนักสังคมสงเคราะห์ที่สำคัญในยุคนั้น

นอกจากนี้ Carr ยังมีบทบาทที่สำคัญในการต่อต้าน Corn Law ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการค้าขายข้าวและธัญพืชในสหราชอาณาจักรตั้งแต่ปี 1815 - 1846 และส่งผลให้ผลผลิตเหล่านี้มีราคาที่สูงอยู่เสมอ แม้ว่าจะทำให้เกษตรกรได้รับประโยชน์ แต่กฎหมายนี้กลับทำให้ค่าครองชีพของประชาชนทั่วไปสูงมากยิ่งขึ้นจนใช้ชีวิตได้ลำบาก หลังจากที่กฎหมายนี้ถูกยกเลิก Carr ก็กลายเป็นผู้นำเข้าข้าวสาลีคุณภาพสูงจากแคนาดารายแรกของอังกฤษด้วยราคาที่สมเหตุสมผล ซึ่งช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการค้า

การเติบโตของอาณาจักร Carr's และการส่งต่อธุรกิจ

Carr ใช้เวลาเพียง 15 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้งเบเกอรี่แห่งแรก ในการกลายเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ จากการเริ่มต้นด้วยแครกเกอร์เพียง 4 ประเภท เขาได้คิดค้นแครกเกอร์รูปแบบใหม่ ๆ มากถึง 70 ชนิดจนถึงปีค.ศ. 1860 แสดงให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์และความสามารถในการขยายตลาด แม้ว่าตัวของ Carr จะเสียชีวิตในปีค.ศ. 1884 แต่ทายาททั้งสี่คนของเขาก็สามารถต่อยอดในด้านการผลิตได้เป็นอย่างดี และเพิ่มประเภทของแครกเกอร์ได้ถึง 128 รูปแบบ และมีพนักงานในบริษัททั้งหมด 1,000 คน ซึ่งเป็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดด

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ทายาทของ Carr จะมีความรู้ความสามารถในด้านการทำโรงงานและเบเกอรี่เป็นอย่างมาก แต่พวกเขาไม่มีความถนัดในด้านการทำธุรกิจและการโฆษณาเท่าที่ควร ในที่สุด Carr's Crackers ก็อยู่ภายใต้บริษัทใหญ่อย่าง Cavenham Foods ก่อนจะถูกขายให้บริษัทในปัจจุบันอย่าง United Biscuit ในปีค.ศ. 1972 และยังมีการทำการตลาดในอเมริกาผ่านบริษัท Kellogs ก่อนจะเริ่มผลิตและส่งออกไปทั่วโลก ทำให้ Carr's Crackers กลายเป็นแบรนด์ระดับสากลอย่างแท้จริง

Carr's Crackers ในปัจจุบัน: มรดกที่ยังคงอยู่

ในปัจจุบัน แม้ว่า Table Water Crackers จะไม่มีตราของราชวงศ์แล้ว แต่ก็ยังได้รับตราของเมือง Carlisle มาทดแทน เนื่องจากบทบาทที่สำคัญของแบรนด์ที่มีต่อเมืองและเป็นสัญลักษณ์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ส่วนโรงงานดั้งเดิมใน Carlisle แม้ว่าปัจจุบันจะถูกเปลี่ยนชื่อและมีการผลิตสินค้าให้กับแบรนด์อื่นด้วย แต่ชาวเมืองก็ยังคงเรียกโรงงานแห่งนี้ว่า Carr's เสมอมา ซึ่งสะท้อนถึงความผูกพันและประวัติศาสตร์อันยาวนานของแบรนด์ที่มีต่อชุมชน และยังเป็นหนึ่งในโรงงานผลิตแครกเกอร์เก่าแก่ที่สุดในโลกที่ไม่เคยหยุดการผลิต ยืนยันถึงตำนานของ Carr's Crackers ที่ยังคงดำเนินต่อไปจนถึงทุกวันนี้

Tags :

บทความที่เกี่ยวข้อง
Otento Tomato
ทำความรู้จัก Otento Tomato (โอเทนโต โทเมโท) มะเขือเทศคุณภาพที่ถือกำเนิดขึ้นในประเทศไทย
Palacio Marqués de Viana
ทำความรู้จัก Palacio Marqués de Viana (ปาลาซิโอ มาร์เกส เด เบียนา) แบรนด์น้ำมันมะกอกที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานของประเทศสเปน
De La Lita (เดอลาลิต้า)
ทำความรู้จัก De La Lita (เดอลาลิต้า) แบรนด์ขนมขบเคี้ยวและน้ำสลัด สำหรับผู้ที่ใส่ใจสุขภาพ
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ