National Drink Wine Day (วันดื่มไวน์แห่งชาติ)
อัพเดทล่าสุด: 11 ก.พ. 2026

National Drink Wine Day หรือวันดื่มไวน์แห่งชาติ ตรงกับวันที่ 18 กุมภาพันธ์ของทุกปี จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลอง และยกย่องวัฒนธรรมการดื่มไวน์ ซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และอยู่คู่กับมนุษยชาติมานานหลายพันปี
วันนี้ถือเป็นโอกาสที่ผู้คนในหลายประเทศ โดยเฉพาะในโลกตะวันตก ใช้เพื่อเรียนรู้ ชื่นชม และร่วมเฉลิมฉลองวัฒนธรรมไวน์ในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านประวัติศาสตร์ กระบวนการผลิตที่ต้องอาศัยความพิถีพิถัน ความหลากหลายของประเภทไวน์ ตลอดจนการส่งเสริมวัฒนธรรมการดื่มไวน์อย่างมีความรับผิดชอบ และมีรสนิยม
ในอียิปต์โบราณ ไวน์ถือเป็นเครื่องดื่มสำหรับฟาโรห์ และชนชั้นปกครอง โดยมีการบันทึกรายละเอียดสำคัญ อาทิ ชื่อผู้ผลิต ปีที่ผลิต และคุณภาพของไวน์ ลงบนไหดินเผา ซึ่งสามารถถือได้ว่าเป็น “ฉลากไวน์” รุ่นแรกของโลก นอกจากนี้ ไวน์ยังถูกนำมาใช้เป็นเครื่องบูชาในพิธีกรรมทางศาสนา โดยเฉพาะการถวายแด่เทพเจ้า Osiris เทพแห่งความอุดมสมบูรณ์ และชีวิตหลังความตาย
เมื่ออาณาจักรโรมันขยายอิทธิพลไปยังดินแดน ซึ่งเป็นประเทศฝรั่งเศส สเปน เยอรมนี และอิตาลีในปัจจุบัน วัฒนธรรมการดื่มไวน์ก็ถูกเผยแพร่ และหยั่งรากลงในภูมิภาคเหล่านี้ ส่งผลให้ภูมิภาคเหล่านี้ค่อย ๆ พัฒนา และกลายเป็นแหล่งผลิตไวน์ที่สำคัญของโลก ซึ่งยังคงมีบทบาทโดดเด่นมาจนถึงปัจจุบัน
ไวน์กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญในพิธีศีลมหาสนิทของศาสนาคริสต์ และถูกเชื่อมโยงเข้ากับความหมายทางศาสนาในฐานะ “พระโลหิตของพระคริสต์” ส่งผลให้การปลูกองุ่น และการทำไวน์ยังคงดำรงอยู่ และได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอดยุคกลาง
การพัฒนาเหล่านี้ส่งผลให้ไวน์มีความหลากหลายทั้งในด้านรสชาติ กลิ่น และโครงสร้าง โดยไวน์จากแต่ละพื้นที่จะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศ ลักษณะของดิน และกระบวนการผลิต นอกจากนี้ ไวน์ในยุคดังกล่าวยังมีความหลากหลายของประเภทมากขึ้น อาทิ ไวน์แดง ไวน์ขาว สปาร์กลิงไวน์ และไวน์รูปแบบอื่น ๆ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมไวน์ในปัจจุบัน
ตั้งแต่ศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา การผลิตไวน์ได้ขยายขอบเขตออกไปนอกทวีปยุโรปประเทศในกลุ่มโลกใหม่ อาทิ สหรัฐอเมริกา ชิลี อาร์เจนตินา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ประเทศเหล่านี้ต่างพัฒนาอุตสาหกรรมไวน์ของตนเองขึ้นอย่างโดดเด่น โดยผสมผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ากับความคิดสร้างสรรค์ในการผลิต ส่งผลให้เกิดไวน์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และได้รับการยอมรับในระดับสากล
การจับคู่อาหารกับไวน์ : การจับคู่อาหารกับไวน์ ถือเป็นศิลปะที่ช่วยยกระดับประสบการณ์การรับประทานอาหารให้มีอรรถรสมากยิ่งขึ้น โดยมีหลักการทั่วไป เช่น ไวน์แดงมักเข้ากันได้ดีกับเนื้อแดง ขณะที่ไวน์ขาวเหมาะสำหรับอาหารทะเล และเนื้อขาว อย่างไรก็ตามการเปิดใจทดลองจับคู่อาหาร และไวน์ในรูปแบบที่ตนเองชื่นชอบ ก็เป็นอีกหนึ่งความสนุกที่ช่วยเปิดมุมมองใหม่ ๆ และเสริมประสบการณ์การดื่มไวน์ให้หลากหลายยิ่งขึ้น
การเยี่ยมชมไร่องุ่น : การเยี่ยมชมไร่องุ่น และโรงบ่มไวน์ เป็นอีกหนึ่งรูปแบบการเฉลิมฉลองวันดื่มไวน์แห่งชาติที่ได้รับความนิยม หลายคนเลือกเดินทางไปยังไร่องุ่น และโรงบ่มไวน์เพื่อเรียนรู้กระบวนการผลิตไวน์อย่างใกล้ชิด ตั้งแต่การปลูกองุ่น การเก็บเกี่ยว ไปจนถึงขั้นตอนการหมัก และบ่มไวน์ นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสที่จะได้ลิ้มลองไวน์สดใหม่จากแหล่งผลิตโดยตรง ซึ่งช่วยเพิ่มทั้งความรู้ และประสบการณ์ในการดื่มไวน์อย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น
การเรียนรู้เกี่ยวกับไวน์ : การเรียนรู้เกี่ยวกับไวน์ เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เหมาะสำหรับวันดื่มไวน์แห่งชาติ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือ ดูสารคดี หรือเข้าร่วมคอร์สเรียนที่เกี่ยวข้องกับไวน์ การทำความเข้าใจในด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และกระบวนการผลิต จะช่วยให้การดื่มไวน์มีความหมาย และมีอรรถรสมากยิ่งขึ้น
ในด้านสุขภาพจิตการดื่มไวน์อย่างพอเหมาะยังช่วยให้ร่างกาย และจิตใจผ่อนคลาย ลดความตึงเครียด และเอื้อต่อการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ซึ่งล้วนส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตโดยรวม
อย่างไรก็ตามการดื่มไวน์ควรอยู่ภายใต้หลักความพอดี และความรับผิดชอบ โดยทั่วไปแนะนำให้ไม่เกินวันละ 1 แก้วสำหรับผู้หญิง และไม่เกิน 2 แก้วสำหรับผู้ชาย เนื่องจากการบริโภคแอลกอฮอล์ในปริมาณมากเกินไปอาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพ เช่น โรคตับ ความดันโลหิตสูง หรือโรคเรื้อรังอื่น ๆ องค์การอนามัยโลกจึงแนะนำให้ผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือมีข้อจำกัดด้านสุขภาพ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อความปลอดภัย และสุขภาพที่ดีในระยะยาว
วันนี้ถือเป็นโอกาสที่ผู้คนในหลายประเทศ โดยเฉพาะในโลกตะวันตก ใช้เพื่อเรียนรู้ ชื่นชม และร่วมเฉลิมฉลองวัฒนธรรมไวน์ในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านประวัติศาสตร์ กระบวนการผลิตที่ต้องอาศัยความพิถีพิถัน ความหลากหลายของประเภทไวน์ ตลอดจนการส่งเสริมวัฒนธรรมการดื่มไวน์อย่างมีความรับผิดชอบ และมีรสนิยม
จุดเริ่มต้นของวันดื่มไวน์แห่งชาติ
จุดเริ่มต้นของวันดื่มไวน์แห่งชาติ ไม่มีหลักฐานระบุแน่ชัดว่าใครเป็นผู้ริเริ่ม และวันดังกล่าวก็ไม่ได้ถูกกำหนดให้เป็นวันสำคัญตามปฏิทินสากลอย่างเป็นทางการ แต่เป็นวันที่ได้รับการยอมรับ และเฉลิมฉลองอย่างแพร่หลายในหลายประเทศ เพื่อเชิดชูความสำคัญของไวน์ในฐานะเครื่องดื่มที่สะท้อนถึงอารยธรรม วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของมนุษยชาติประวัติศาสตร์การผลิตไวน์ของมนุษยชาติ
มนุษย์รู้จักการหมักองุ่นเพื่อผลิตไวน์มาแล้วไม่น้อยกว่า 6,000 – 8,000 ปี โดยมีหลักฐานทางโบราณคดีที่ค้นพบร่องรอยการผลิตไวน์ในบริเวณเทือกเขาคอเคซัส ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ของประเทศจอร์เจีย อาร์เมเนีย และอิหร่านในปัจจุบันในอียิปต์โบราณ ไวน์ถือเป็นเครื่องดื่มสำหรับฟาโรห์ และชนชั้นปกครอง โดยมีการบันทึกรายละเอียดสำคัญ อาทิ ชื่อผู้ผลิต ปีที่ผลิต และคุณภาพของไวน์ ลงบนไหดินเผา ซึ่งสามารถถือได้ว่าเป็น “ฉลากไวน์” รุ่นแรกของโลก นอกจากนี้ ไวน์ยังถูกนำมาใช้เป็นเครื่องบูชาในพิธีกรรมทางศาสนา โดยเฉพาะการถวายแด่เทพเจ้า Osiris เทพแห่งความอุดมสมบูรณ์ และชีวิตหลังความตาย
วัฒนธรรมไวน์ในยุคกรีก โรมัน และการขยายสู่ยุโรป
ชาวกรีก และชาวโรมันเป็นผู้วางรากฐานสำคัญที่ทำให้ “วัฒนธรรมการดื่มไวน์” กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต พวกเขาได้พัฒนาเทคนิคการปลูกองุ่น และการผลิตไวน์ให้มีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเริ่มบรรจุไวน์ใน Amphora หรือเหยือกดินเผาทรงสูง เพื่อใช้ในการขนส่งทางเรือไปยังอาณานิคมต่าง ๆ ทั่วภูมิภาคทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเมื่ออาณาจักรโรมันขยายอิทธิพลไปยังดินแดน ซึ่งเป็นประเทศฝรั่งเศส สเปน เยอรมนี และอิตาลีในปัจจุบัน วัฒนธรรมการดื่มไวน์ก็ถูกเผยแพร่ และหยั่งรากลงในภูมิภาคเหล่านี้ ส่งผลให้ภูมิภาคเหล่านี้ค่อย ๆ พัฒนา และกลายเป็นแหล่งผลิตไวน์ที่สำคัญของโลก ซึ่งยังคงมีบทบาทโดดเด่นมาจนถึงปัจจุบัน
ไวน์ในยุคกลาง และบทบาททางศาสนา
หลังการล่มสลายของอาณาจักรโรมัน ยุโรปได้ก้าวเข้าสู่ยุคกลางหรือที่เรียกกันว่า “ยุคมืด” ในยุคนี้ความรู้หลายด้านถดถอยลง แต่ความรู้ด้านการผลิตไวน์ยังคงอยู่ เนื่องจากได้รับการสืบทอด และอนุรักษ์ไว้โดยอาราม และนักบวชไวน์กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญในพิธีศีลมหาสนิทของศาสนาคริสต์ และถูกเชื่อมโยงเข้ากับความหมายทางศาสนาในฐานะ “พระโลหิตของพระคริสต์” ส่งผลให้การปลูกองุ่น และการทำไวน์ยังคงดำรงอยู่ และได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอดยุคกลาง
การพัฒนาไวน์ในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา และโลกใหม่
ในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา ไวน์กลับมาได้รับความนิยม และเฟื่องฟูอีกครั้ง ควบคู่ไปกับความก้าวหน้าด้านศิลปะ วิทยาศาสตร์ และการค้า ชาวยุโรปเริ่มพัฒนากระบวนการผลิตไวน์ให้มีความเป็นระบบมากยิ่งขึ้น ตั้งแต่การนำถังไม้โอ๊กมาใช้ในการบ่มไวน์ ไปจนถึงการทดลองปลูกองุ่นสายพันธุ์ต่าง ๆ เพิ่มเติมการพัฒนาเหล่านี้ส่งผลให้ไวน์มีความหลากหลายทั้งในด้านรสชาติ กลิ่น และโครงสร้าง โดยไวน์จากแต่ละพื้นที่จะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศ ลักษณะของดิน และกระบวนการผลิต นอกจากนี้ ไวน์ในยุคดังกล่าวยังมีความหลากหลายของประเภทมากขึ้น อาทิ ไวน์แดง ไวน์ขาว สปาร์กลิงไวน์ และไวน์รูปแบบอื่น ๆ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมไวน์ในปัจจุบัน
ตั้งแต่ศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา การผลิตไวน์ได้ขยายขอบเขตออกไปนอกทวีปยุโรปประเทศในกลุ่มโลกใหม่ อาทิ สหรัฐอเมริกา ชิลี อาร์เจนตินา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ประเทศเหล่านี้ต่างพัฒนาอุตสาหกรรมไวน์ของตนเองขึ้นอย่างโดดเด่น โดยผสมผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ากับความคิดสร้างสรรค์ในการผลิต ส่งผลให้เกิดไวน์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และได้รับการยอมรับในระดับสากล
วิธีการเฉลิมฉลอง National Drink Wine Day
การชิมไวน์ : การชิมไวน์ เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในการเฉลิมฉลองวันดื่มไวน์แห่งชาติ โดยในหลายพื้นที่มักมีการจัดกิจกรรมชิมไวน์ในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการชิมไวน์ที่บ้าน ร้านอาหาร หรือไร่องุ่น โดยผู้เข้าร่วมจะได้ลิ้มลองไวน์หลากหลายประเภท พร้อมทั้งเรียนรู้เกี่ยวกับรสชาติ กลิ่น โครงสร้าง และเอกลักษณ์เฉพาะของไวน์แต่ละชนิด ซึ่งช่วยเสริมสร้างความเข้าใจ และเพิ่มอรรถรสในการดื่มไวน์อย่างมีคุณค่าการจับคู่อาหารกับไวน์ : การจับคู่อาหารกับไวน์ ถือเป็นศิลปะที่ช่วยยกระดับประสบการณ์การรับประทานอาหารให้มีอรรถรสมากยิ่งขึ้น โดยมีหลักการทั่วไป เช่น ไวน์แดงมักเข้ากันได้ดีกับเนื้อแดง ขณะที่ไวน์ขาวเหมาะสำหรับอาหารทะเล และเนื้อขาว อย่างไรก็ตามการเปิดใจทดลองจับคู่อาหาร และไวน์ในรูปแบบที่ตนเองชื่นชอบ ก็เป็นอีกหนึ่งความสนุกที่ช่วยเปิดมุมมองใหม่ ๆ และเสริมประสบการณ์การดื่มไวน์ให้หลากหลายยิ่งขึ้น
การเยี่ยมชมไร่องุ่น : การเยี่ยมชมไร่องุ่น และโรงบ่มไวน์ เป็นอีกหนึ่งรูปแบบการเฉลิมฉลองวันดื่มไวน์แห่งชาติที่ได้รับความนิยม หลายคนเลือกเดินทางไปยังไร่องุ่น และโรงบ่มไวน์เพื่อเรียนรู้กระบวนการผลิตไวน์อย่างใกล้ชิด ตั้งแต่การปลูกองุ่น การเก็บเกี่ยว ไปจนถึงขั้นตอนการหมัก และบ่มไวน์ นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสที่จะได้ลิ้มลองไวน์สดใหม่จากแหล่งผลิตโดยตรง ซึ่งช่วยเพิ่มทั้งความรู้ และประสบการณ์ในการดื่มไวน์อย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น
การเรียนรู้เกี่ยวกับไวน์ : การเรียนรู้เกี่ยวกับไวน์ เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เหมาะสำหรับวันดื่มไวน์แห่งชาติ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือ ดูสารคดี หรือเข้าร่วมคอร์สเรียนที่เกี่ยวข้องกับไวน์ การทำความเข้าใจในด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และกระบวนการผลิต จะช่วยให้การดื่มไวน์มีความหมาย และมีอรรถรสมากยิ่งขึ้น
ประโยชน์ต่อสุขภาพ เมื่อดื่มไวน์อย่างพอเหมาะ
การดื่มไวน์ โดยเฉพาะไวน์แดง ในปริมาณที่เหมาะสมอาจส่งผลดีต่อสุขภาพ โดยมีงานวิจัยระบุว่าการดื่มไวน์แดงวันละประมาณ 1–2 แก้ว สามารถช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจได้ เนื่องจากไวน์แดงมีสาร Resveratrol จากเปลือกองุ่น ซึ่งมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดการอักเสบ และเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) นอกจากนี้ ไวน์ยังอุดมไปด้วยสารโพลีฟีนอล ที่มีส่วนช่วยยับยั้งกระบวนการอักเสบ ลดความเสี่ยงของโรคบางชนิด และส่งเสริมสมดุลของระบบทางเดินอาหารในด้านสุขภาพจิตการดื่มไวน์อย่างพอเหมาะยังช่วยให้ร่างกาย และจิตใจผ่อนคลาย ลดความตึงเครียด และเอื้อต่อการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ซึ่งล้วนส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตโดยรวม
อย่างไรก็ตามการดื่มไวน์ควรอยู่ภายใต้หลักความพอดี และความรับผิดชอบ โดยทั่วไปแนะนำให้ไม่เกินวันละ 1 แก้วสำหรับผู้หญิง และไม่เกิน 2 แก้วสำหรับผู้ชาย เนื่องจากการบริโภคแอลกอฮอล์ในปริมาณมากเกินไปอาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพ เช่น โรคตับ ความดันโลหิตสูง หรือโรคเรื้อรังอื่น ๆ องค์การอนามัยโลกจึงแนะนำให้ผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือมีข้อจำกัดด้านสุขภาพ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อความปลอดภัย และสุขภาพที่ดีในระยะยาว
Tags :
บทความที่เกี่ยวข้อง
ความหมายที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังประเพณีเล็กๆ น้อยๆ ของเทศกาลตรุษจีน
นิยามความรักในวันวาเลนไทน์อาจเริ่มต้นได้ที่ตัวเรา เพราะการมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง คือของขวัญที่ล้ำค่าที่สุด


