Peanut Butter Milk Stout (สเตาต์รสเนยถั่ว)
อัพเดทล่าสุด: 18 ก.พ. 2026

ในโลกของเบียร์คราฟต์ที่เต็มไปด้วยการทดลอง และการสร้างสรรค์รสชาติใหม่ ๆ อยู่เสมอ Peanut Butter Milk Stout หรือ “สเตาต์รสเนยถั่ว” ถือเป็นเบียร์อีกหนึ่งประเภทที่โดดเด่นขึ้นมาอย่างน่าประหลาดใจ และกลายเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่ผู้คนทั่วโลกต่างหลงใหล
เบียร์ชนิดนี้เป็นเบียร์ดำประเภท Stout ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นด้านรสชาติหวานมันคล้ายขนม โดยมีจุดเด่นสำคัญอยู่ที่การเติม Lactose ลงในกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มเนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุน และครีมมี่เป็นพิเศษ
ความเข้าใจดังกล่าวได้กลายเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาเบียร์ประเภท Milk Stout ในเวลาต่อมา เนื่องจากการเติม Lactose ลงในสูตรเบียร์จะทำให้น้ำตาลส่วนนี้คงเหลืออยู่ในเครื่องดื่ม ส่งผลให้เกิดรสหวานละมุน และเนื้อสัมผัสที่นุ่มนวลเป็นเอกลักษณ์
ด้วยเหตุนี้ Lactose จึงยังคงอยู่ในเบียร์จนถึงขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการผลิต ส่งผลให้เบียร์มีรสหวานละมุน มีกลิ่นครีมอ่อน ๆ อันเป็นเอกลักษณ์ และให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มนวลเต็มอิ่มมากกว่าเบียร์ Stout ทั่วไป จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ชื่นชอบเบียร์ที่มีความหวาน และความนุ่มละมุนเป็นพิเศษ
โรงเบียร์แห่งนี้ก่อตั้งโดยผู้ร่วมก่อตั้งสามคน ได้แก่ Thomas Vogel (ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร), Dave Mobley และ Troy Smith (Brewmaster) โดย Troy Smit เคยดำรงตำแหน่ง Brewmaster ที่ Coronado Brewing Company มาก่อน และมีประสบการณ์ในวงการเบียร์คราฟต์มาอย่างยาวนาน
เบียร์ชนิดนี้เป็นเบียร์ดำประเภท Stout ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นด้านรสชาติหวานมันคล้ายขนม โดยมีจุดเด่นสำคัญอยู่ที่การเติม Lactose ลงในกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มเนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุน และครีมมี่เป็นพิเศษ
รสชาติและเอกลักษณ์เฉพาะตัว
รสชาติของเบียร์ผสานกลิ่นหอม และความเข้มข้นของถั่วลิสงเข้ากับโทนช็อกโกแลตจากมอลต์คั่วได้อย่างลงตัว ทำให้มีบุคลิกใกล้เคียงกับเนยถั่ว หรือของหวานมากกว่าเบียร์ทั่วไป ทั้งยังดื่มง่าย ไม่ขมจัด และได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มผู้บริโภคที่ชื่นชอบเครื่องดื่มรสชาติแปลกใหม่แต่กลมกล่อมต้นกำเนิดของ Stout และพัฒนาการจาก Porter
Stout พัฒนามาจากเบียร์ประเภท Porter ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในช่วงต้นทศวรรษ 1720 โดย คำว่า “Stout” ปรากฏในเอกสารครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1677 ใน Egerton Manuscripts อย่างไรก็ตามในช่วงแรกคำดังกล่าวใช้เพื่อสื่อถึงระดับปริมาณแอลกอฮอล์ของเบียร์เท่านั้น ซึ่ง Porter ที่มีความเข้มข้นสูงจะถูกเรียกว่า “Stout Porter” และต่อมาในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 Stout ได้พัฒนา และแยกตัวออกมาเป็นประเภทเบียร์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของตนเองการค้นพบบทบาทของยีสต์และรากฐานของ Milk Stout
ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 วงการผลิตเบียร์ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะการค้นพบบทบาทของยีสต์ในกระบวนการหมักโดยนักวิทยาศาสตร์ Louis Pasteur การค้นพบครั้งสำคัญนี้เผยให้เห็นข้อเท็จจริงว่า ยีสต์ที่ใช้ในการผลิตเบียร์ไม่สามารถย่อยสลาย Lactose ได้ความเข้าใจดังกล่าวได้กลายเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาเบียร์ประเภท Milk Stout ในเวลาต่อมา เนื่องจากการเติม Lactose ลงในสูตรเบียร์จะทำให้น้ำตาลส่วนนี้คงเหลืออยู่ในเครื่องดื่ม ส่งผลให้เกิดรสหวานละมุน และเนื้อสัมผัสที่นุ่มนวลเป็นเอกลักษณ์
สิทธิบัตรเบียร์ Lactose ของ John Henry Johnson
ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1875 John Henry Johnson ได้เสนอแนวคิด และจดสิทธิบัตรสูตรเบียร์ที่ประกอบด้วยข้าวบาร์เลย์ ฮอปส์ Lactose (ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตชีส) และเวย์ แม้ Johnson จะไม่ได้ผลิตเบียร์ดังกล่าวออกมาจำหน่ายด้วยตนเอง แต่แนวคิดของเขาได้จุดประกายให้ผู้ผลิตเบียร์รายอื่นเล็งเห็นถึงศักยภาพของสูตรเบียร์ที่ผสาน Lactose เข้ากับกระบวนการหมักแบบดั้งเดิมLactose กับหัวใจสำคัญของ Milk Stout
หัวใจสำคัญของ Milk Stout คือการเติม Lactose ลงในกระบวนการผลิต โดย Lactose เป็นน้ำตาลชนิด Disaccharide (ไดแซ็กคาไรด์) หรือน้ำตาลโมเลกุลคู่ ซึ่งประกอบด้วย Glucose และ Galactose คุณสมบัติที่โดดเด่นของน้ำตาลชนิดนี้คือ ยีสต์ที่ใช้ในการผลิตเบียร์ไม่สามารถหมักหรือย่อยสลาย Lactose ได้ด้วยเหตุนี้ Lactose จึงยังคงอยู่ในเบียร์จนถึงขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการผลิต ส่งผลให้เบียร์มีรสหวานละมุน มีกลิ่นครีมอ่อน ๆ อันเป็นเอกลักษณ์ และให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มนวลเต็มอิ่มมากกว่าเบียร์ Stout ทั่วไป จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ชื่นชอบเบียร์ที่มีความหวาน และความนุ่มละมุนเป็นพิเศษ
การกลับมาของ Milk Stout ในยุคคราฟต์เบียร์
เมื่อกระแสเบียร์คราฟต์เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 Milk Stout ก็ได้รับความนิยมในสหรัฐอเมริกา โรงเบียร์ขนาดเล็กจำนวนมากเริ่มแสวงหาสไตล์เบียร์ที่มีเอกลักษณ์แตกต่าง และสามารถมอบประสบการณ์ใหม่ให้แก่ผู้บริโภค ส่งผลให้ Milk Stout ถูกนำกลับมาผลิตอีกครั้งในรูปแบบที่ร่วมสมัยมากยิ่งขึ้นวัฒนธรรมเนยถั่วในสหรัฐอเมริกา
ในวัฒนธรรมอเมริกันเนยถั่วเป็นอาหารที่ได้รับความความนิยมอย่างมาก โดยมีข้อมูลระบุว่าเนยถั่วปรากฏอยู่ในครัวเรือนของชาวอเมริกันถึงร้อยละ 94 ซึ่งอาหารชนิดนี้ไม่ได้เป็นเพียงวัตถุดิบทั่วไป แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำในวัยเด็ก ไม่ว่าจะเป็นแซนด์วิช PB&J (Peanut Butter & Jam) หรือขนมยอดนิยมอย่าง Reese’s Peanut Butter Cupsกำเนิดแนวคิด Peanut Butter Beer
ในช่วงต้นทศวรรษ 2010 เมื่อกระแสเบียร์คราฟต์กำลังเติบโต โรงเบียร์หลายแห่งจึงเริ่มทดลองนำรสชาติที่เชื่อมโยงกับความทรงจำเหล่านี้มาผสมผสานกับศิลปะการผลิตเบียร์ เกิดเป็นแนวทางใหม่ที่เรียกว่า “Peanut Butter Beer”ผู้บุกเบิก Peanut Butter Beer
ในปี ค.ศ. 2012 โรงเบียร์ DuClaw Brewing จากรัฐแมรีแลนด์ ได้เปิดตัว Sweet Baby Jesus Chocolate Peanut Butter Porter ขณะที่ Willoughby Brewing Co. จากรัฐโอไฮโอก็สร้างชื่อเสียงด้วย Peanut Butter Cup Coffee Porter เครื่องดื่มเหล่านี้ถือเป็นผู้บุกเบิกที่แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคพร้อมเปิดรับการผสมผสานรสชาติที่แปลกใหม่Belching Beaver Brewery กับความโดดเด่นในตลาด
ท่ามกลางกระแสความนิยมของ Peanut Butter Beer โรงเบียร์ Belching Beaver Brewery ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 2012 ณ เมืองซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้นำที่โดดเด่นที่สุดของเบียร์ประเภทนี้โรงเบียร์แห่งนี้ก่อตั้งโดยผู้ร่วมก่อตั้งสามคน ได้แก่ Thomas Vogel (ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร), Dave Mobley และ Troy Smith (Brewmaster) โดย Troy Smit เคยดำรงตำแหน่ง Brewmaster ที่ Coronado Brewing Company มาก่อน และมีประสบการณ์ในวงการเบียร์คราฟต์มาอย่างยาวนาน
จุดกำเนิด Peanut Butter Milk Stout
จุดเริ่มต้นของ Belching Beaver Brewery คือการผลิต Milk Stout สูตรดั้งเดิม ก่อนที่ Troy Smith จะริเริ่มแนวคิดในการผสานรสชาติของเนยถั่วเข้ากับสูตรดังกล่าว ผลลัพธ์ที่ได้คือ Peanut Butter Milk Stout ซึ่งภายหลัง โดย Troy Smit ได้กล่าวว่า เบียร์สูตรนี้คือผลิตภัณฑ์ที่ “พาโรงเบียร์ขึ้นสู่จุดสูงสุด” และทำให้ชื่อเสียงของ Belching Beaver Brewery เป็นที่รู้จักในวงการเบียร์คราฟต์อย่างกว้างขวางคุณลักษณะของ Peanut Butter Milk Stout จาก Belching Beaver
Peanut Butter Milk Stout ของ Belching Beaver มีคุณลักษณะโดดเด่นในหลายมิติ ดังนี้- สี : มีสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ เมื่อยกขึ้นส่องกับแสงจะปรากฏประกายสีน้ำตาลเข้มอย่างสวยงาม สะท้อนถึงมอลต์คั่วคุณภาพสูงที่ใช้ในการผลิต
- กลิ่น : มีกลิ่นหอมของถั่วลิสงคั่วผสานกับโทนช็อกโกแลต และกาแฟอย่างลงตัว ให้ความรู้สึกอบอุ่นและชวนให้นึกถึงขนมหวาน
- รสชาติ : มีรสเนยถั่วเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นในช่วงต้น ตามด้วยความหวานละมุนของช็อกโกแลต และกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของกาแฟคั่ว รสชาติทั้งหมดผสานกันอย่างกลมกล่อมโดยไม่ขมจัด
- เนื้อสัมผัส : มีเนื้อสัมผัสระดับปานกลาง นุ่มนวล และดื่มง่าย แม้จะเป็นเบียร์ดำ แต่ให้ความรู้สึกละมุนมากกว่า Stout ทั่วไป
- ปริมาณแอลกอฮอล์ : อยู่ที่ 5.3% ABV ซึ่งจัดว่าอยู่ในระดับพอเหมาะ ดื่มง่าย และเหมาะสำหรับหลายโอกาส
รางวัลระดับนานาชาติ
ความสำเร็จของ Peanut Butter Milk Stout จาก Belching Beaver ไม่ได้เกิดจากกระแสความนิยมเพียงอย่างเดียว แต่ได้รับการยืนยันผ่านรางวัลจากเวทีประกวดระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง อาทิ- World Beer Championships 2014 – รางวัลเหรียญเงิน
- World Beer Championships 2015 – รางวัลเหรียญทองแดง
- Penitentiary Pint Fest 2016 – รางวัล Favorite Dark Beer และ Overall Favorite
- West Coast Craft Can Invitational 2017 – รางวัล Best In Show และ Best New Discovery
- West Coast Craft Can Invitational 2018 – รางวัล Best In Show Peanut Butter และ Best New Discovery
- Los Angeles Beer Competition 2018 – รางวัลเหรียญเงิน ประเภท Specialty Beer
- Canadian International Beer Awards 2018 – รางวัล Best of Show (Gold), Gold – Specialty Beers และ Gold – Best of U.S.A.
การยอมรับในอุตสาหกรรมคราฟต์เบียร์
ความสำเร็จจากเวทีประกวดเหล่านี้ทำให้ Peanut Butter Milk Stout กลายเป็นหนึ่งในมาตรฐานสำคัญที่แบรนด์อื่นใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิง นอกจากนี้ ในปี ค.ศ. 2018 Belching Beaver Brewery ยังได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในกลุ่ม “Top 100 Craft Breweries” ของสหรัฐอเมริกา ตามยอดจำหน่าย ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งทั้งในด้านคุณภาพ และศักยภาพทางการตลาดอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมเบียร์ทั่วโลก
ความสำเร็จของ Peanut Butter Milk Stout ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงที่ Belching Beaver เท่านั้น แต่ยังจุดประกายให้โรงเบียร์จำนวนมากทั่วสหรัฐอเมริกา และในหลายประเทศทั่วโลก หันมาทดลองผสานรสชาติของเนยถั่วเข้ากับเบียร์หลากหลายสไตล์
ยิ่งไปกว่านั้น กระแส Peanut Butter Beer ยังขยายออกไปนอกกรอบของเบียร์ Stout ในช่วงปลายทศวรรษ 2010 โรงเบียร์บางแห่งได้ทดลองเติมเนยถั่วลงในเบียร์สไตล์ Hefeweizen และแม้กระทั่ง IPA สะท้อนให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์อันไร้ขีดจำกัดของอุตสาหกรรมเบียร์คราฟต์ และความพร้อมของผู้บริโภคในการเปิดรับรสชาติที่แปลกใหม่
Tags :
บทความที่เกี่ยวข้อง
ย้อนรอยประวัติศาสตร์ Calvados (กาลวาโดส) : บรั่นดีแอปเปิ้ลเครื่องดื่มอันเป็นเอกลักษณ์ของฝรั่งเศส
ย้อนรอยประวัติศาสตร์ "Leffe" (เลฟ) เบียร์เก่าแก่จากเบลเยียม ถือกำเนิดในอารามตั้งแต่ศตวรรษที่ 12


