แชร์

ทำไมถึงเป็น “Summer Wine” ของยุโรป

อัพเดทล่าสุด: 7 เม.ย. 2026
ไวน์โรเซ่ (Rosé wine) เป็นไวน์ที่มีสีชมพูตั้งแต่จางมากจนถึงเข้ม ซึ่งเป็นสีที่มาจากเปลือกขององุ่นแดง แต่จะต่างจากไวน์แดงตรงกรรมวิธีการผลิต โดยเฉพาะในขั้นตอนที่เรียกว่า “Maceration” ซึ่งคือการนำเปลือกองุ่นไปแช่ในน้ำองุ่นเพื่อสกัดสีและสาร Tannin ที่ให้รสฝาดในไวน์

โดย Rosé จะใช้ระยะเวลาในการแช่เปลือกเพียงไม่กี่ชั่วโมง ก่อนนำเปลือกออกก่อนจะหมักต่อนั่นเอง นอกจากเรื่องสีแล้ว ยังส่งผลให้มีสาร tannin น้อย ทำให้ Rosé มีรสชาติสดชื่น ฝาดน้อย กลิ่นคล้ายผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ และความเปรี้ยวเบาๆ เหมาะสำหรับดื่มคู่อาหารหลากหลาย

 

จุดกำเนิดของ Rosé ในประวัติศาสตร์ไวน์โลก

เมื่อ 4,000 ปีก่อนคริสตกาล ไวน์ได้ถือกำเนิดเป็นครั้งแรกของโลกในพื้นที่ที่ปัจจุบันเป็นประเทศจอร์เจีย ซึ่งการทำไวน์ในยุคดึกดำบบรพ์นั้นยังไม่มีเทคนิคการสกัดให้ได้สีเข้ม ทำให้ไวน์ในสมัยนั้นมีสีอ่อนใกล้เคียงกับ Rosé มากกว่าไวน์แดงทั่วไป ที่ใช้กรรมวิธีการหมักเป็นเวลานาน ซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นในสมัยกรีก-โรมัน ดังนั้นจึงสามารถกล่าวได้ว่า Rosé นั้นมีต้นกำเนิดจากไวน์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกนั่นเอง

แม้ว่าการหมักไวน์สีแดงเข้มจะถูกพัฒนากรรมวิธีให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ ตามยุคสมัย แต่การทำไวน์สีชมพูอ่อนนั้นก็ไม่เคยหายไปจากวัฒนธรรมการผลิตไวน์ โดยในหลายพื้นที่ ไวน์สีชมพูนั้นมีตัวตนในฐานะผลพลอยได้จากการผลิตไวน์แดงในยุคที่ไวน์แดงยังมีรสชาติที่ไม่คงที่

 

Rosé กับบทบาทในยุโรป และไวน์ชื่อดังในอดีต

โดยไวน์ Rosé ชนิดแรกที่เริ่มสร้างชื่อเสียงระดับทวีปในยุคกลางคือ “Clairet” จากแคว้น Bordeaux ประเทศฝรั่งเศส ที่แม้ในปัจจุบันจะได้รับความจดจำในฐานะไวน์แดง แต่ในอดีตไวน์ชนิดนี้เป็นไวน์สีชมพูเข้มอมม่วง ละจัดอยู่ในประเภท Dark Rosé นอกจากนี้ สปาร์กกลิ้งไวน์ชื่อดังอย่าง Champagne ในยุคเริ่มต้นก็เป็นสีชมพูอ่อน จากองุ่นแดง Pinot noir และยังคงอยู่ในเฉดสีชมพูจนถึงยุคกลางเช่นเดียวกัน ก่อนที่จะพัฒนาจนกลายเป็นไวน์ขาวในศตวรรษที่ 17

 

Provence ศูนย์กลางของ Rosé โลก

ด้วยประวัติศาสตร์ของการนำเข้าองุ่นจากประเทสกรีซสู่ประเทศฝรั่งเศสเป็นครั้งแรกในศตวรรษที่ 6 ณ พื้นที่ที่ปัจจุบันคือเมือง Marseille ซึ่งเป็นศูนย์กลางของแคว้น Provence จนวัฒนธรรมการทำไวน์ฝรั่งเศสแข็งแกร่งขึ้นตามยุคสมัย ประเทศฝรั่งเศสกลายมาเป็นผู้ผลิต Rosé รายใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีศูนย์กลางวัฒนธรรมที่ Provence ซึ่งเป็นบริเวณที่ติดชายฝั่งทะเลเมดิเตอเรเนียนทางตอนใต้ของประเทศ

โดยไวน์ Rosé ของ Provence มักจะรับประทานคู่กับอาหารทะเลดั้งเดิมของแถบเมดิเตอเรเนียน นอกจากนี้ ในปีค.ศ. 1999 ยังมีการก่อตั้ง “Centre de Recherche et d'Expérimentation sur le Vin Rosé” ซึ่งเป็นศูนย์วิจัย Rosé แห่งเดียวของโลก มุ่งเน้นการศึกษาด้านสภาพอากาศที่ส่งผลต่อการผลิต Rosé นั่นเอง

 

Rosé กับภาพลักษณ์ Summer Wine

เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 การท่องเที่ยวพักร้อนที่มีภาพลักษณ์อันหรูหราที่เข้าถึงได้ง่ายในแถบชายฝั่งของฝรั่งเศสเริ่มเฟื่องฟู การค้นพบ Rosé ในฐานะเครื่องดื่มฤดูร้อนจาก Provence เริ่มต้นราวปีค.ศ. 1930 นอกจากแหล่งผลิตที่มาจากสภาพอากาศชายฝั่งแล้ว รสชาติและลักษณะของ Rosé เองก็เหมาะที่จะดื่มในช่วงที่อากาศร้อน ด้วยรสชาติที่อมเปรี้ยว บอดี้ที่เบา แอลกอฮอล์ไม่สูง (11-13%) ทำให้เป็นไวน์ที่ดื่มแล้วให้ความสดชื่น

อีกทั้งยังเหมาะกับการเสิร์ฟแบบแช่เย็น 8-12 องศาเซลเซียส ทำให้ Rosé กลายเป็นเครื่องดื่มฤดูร้อนที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้การดื่ม Rosé ยังเป็นวัฒนธรรมการดื่มไวน์เพียงชนิดเดียวที่อนุญาตให้ “ใส่น้ำแข็ง” ลงไปในไวน์เพื่อความสดชื่นได้ โดยจะเรียกว่า “swimming pool rosé”

 

Rosé ในวัฒนธรรมร่วมสมัย และการพัฒนาใหม่

Rosé จาก Provence ที่เป็นสัญลักษณ์ของฤดูร้อน ยังได้รับการค้นพบจากชาวโลกระหว่างปีค.ศ. 1950-1960 ที่เริ่มมีการจัดเทศกาลภาพยนตร์ “the Cannes Film Festival” ซึ่งดึงดูดทั้งดาราฮอลลีวูด และสื่อมวลชนต่าง ๆ มายังชายฝั่งฝรั่งเศส และได้นำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สีชมพูอันแสนสดชื่อนี้กลับไปยังนิวยอร์ค

รวมถึงสถานที่พักร้อนยอดนิยมอย่างแคลิฟอร์เนียอีกด้วย ในปัจจุบัน นอกจากจะสามารถค้นพบไวน์ Rosé วางจำหน่ายได้ตามชายฝั่งทั้งในยุโรปและอเมริกาแล้ว ยังมีการประยุกต์ Rosé ที่เหมาะกับฤดูร้อนไปในแนวทางที่หลากหลาย เช่น White Zinfandels ซึ่งเป็น Rosé ที่มีรสหวานจากอเมริกา ซึ่งถูกตีความไปเป็นไวน์ประเภทใหม่ที่ถูกเรียกว่า “Blush” และ Frosé ซึ่งเป็นการนำ Rosé แข่แข็ง ไปปั่นรวมกับส่วนผสมอื่น ๆ ทั้งเหล้า น้ำเชื่อม และผลไม้ต่าง ๆ

บทความที่เกี่ยวข้อง
Bourbon (เบอร์เบิ้น)
ย้อนรอยประวัติศาสตร์ Bourbon (เบอร์เบิ้น) วิสกี้ที่กำเนิดในอเมริกา
Sake (สาเก)
ย้อนรอยประวัติศาสตร์ Sake (สาเก) เครื่องดื่มหลักประจำชาติแห่งแดนอาทิตย์อุทัย: จากพิธีกรรมสู่เครื่องดื่มระดับโลก
Jägermeister (เยเกอร์ไมสเตอร์)
ทำความรู้จัก Jägermeister (เยเกอร์ไมสเตอร์) ลิเคียวสมุนไพรจากประเทศเยอรมนี และตำนานของ Saint Hubertus อันเป็นที่มาของชื่อแบรนด์และตราสัญลักษณ์รูปกวางและไม้กางเขน
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้