ทำไมถึงเป็น “Summer Wine” ของยุโรป
อัพเดทล่าสุด: 7 เม.ย. 2026

ไวน์โรเซ่ (Rosé wine) เป็นไวน์ที่มีสีชมพูตั้งแต่จางมากจนถึงเข้ม ซึ่งเป็นสีที่มาจากเปลือกขององุ่นแดง แต่จะต่างจากไวน์แดงตรงกรรมวิธีการผลิต โดยเฉพาะในขั้นตอนที่เรียกว่า “Maceration” ซึ่งคือการนำเปลือกองุ่นไปแช่ในน้ำองุ่นเพื่อสกัดสีและสาร Tannin ที่ให้รสฝาดในไวน์
โดย Rosé จะใช้ระยะเวลาในการแช่เปลือกเพียงไม่กี่ชั่วโมง ก่อนนำเปลือกออกก่อนจะหมักต่อนั่นเอง นอกจากเรื่องสีแล้ว ยังส่งผลให้มีสาร tannin น้อย ทำให้ Rosé มีรสชาติสดชื่น ฝาดน้อย กลิ่นคล้ายผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ และความเปรี้ยวเบาๆ เหมาะสำหรับดื่มคู่อาหารหลากหลาย
แม้ว่าการหมักไวน์สีแดงเข้มจะถูกพัฒนากรรมวิธีให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ ตามยุคสมัย แต่การทำไวน์สีชมพูอ่อนนั้นก็ไม่เคยหายไปจากวัฒนธรรมการผลิตไวน์ โดยในหลายพื้นที่ ไวน์สีชมพูนั้นมีตัวตนในฐานะผลพลอยได้จากการผลิตไวน์แดงในยุคที่ไวน์แดงยังมีรสชาติที่ไม่คงที่
โดยไวน์ Rosé ของ Provence มักจะรับประทานคู่กับอาหารทะเลดั้งเดิมของแถบเมดิเตอเรเนียน นอกจากนี้ ในปีค.ศ. 1999 ยังมีการก่อตั้ง “Centre de Recherche et d'Expérimentation sur le Vin Rosé” ซึ่งเป็นศูนย์วิจัย Rosé แห่งเดียวของโลก มุ่งเน้นการศึกษาด้านสภาพอากาศที่ส่งผลต่อการผลิต Rosé นั่นเอง
อีกทั้งยังเหมาะกับการเสิร์ฟแบบแช่เย็น 8-12 องศาเซลเซียส ทำให้ Rosé กลายเป็นเครื่องดื่มฤดูร้อนที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้การดื่ม Rosé ยังเป็นวัฒนธรรมการดื่มไวน์เพียงชนิดเดียวที่อนุญาตให้ “ใส่น้ำแข็ง” ลงไปในไวน์เพื่อความสดชื่นได้ โดยจะเรียกว่า “swimming pool rosé”
รวมถึงสถานที่พักร้อนยอดนิยมอย่างแคลิฟอร์เนียอีกด้วย ในปัจจุบัน นอกจากจะสามารถค้นพบไวน์ Rosé วางจำหน่ายได้ตามชายฝั่งทั้งในยุโรปและอเมริกาแล้ว ยังมีการประยุกต์ Rosé ที่เหมาะกับฤดูร้อนไปในแนวทางที่หลากหลาย เช่น White Zinfandels ซึ่งเป็น Rosé ที่มีรสหวานจากอเมริกา ซึ่งถูกตีความไปเป็นไวน์ประเภทใหม่ที่ถูกเรียกว่า “Blush” และ Frosé ซึ่งเป็นการนำ Rosé แข่แข็ง ไปปั่นรวมกับส่วนผสมอื่น ๆ ทั้งเหล้า น้ำเชื่อม และผลไม้ต่าง ๆ
โดย Rosé จะใช้ระยะเวลาในการแช่เปลือกเพียงไม่กี่ชั่วโมง ก่อนนำเปลือกออกก่อนจะหมักต่อนั่นเอง นอกจากเรื่องสีแล้ว ยังส่งผลให้มีสาร tannin น้อย ทำให้ Rosé มีรสชาติสดชื่น ฝาดน้อย กลิ่นคล้ายผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ และความเปรี้ยวเบาๆ เหมาะสำหรับดื่มคู่อาหารหลากหลาย
จุดกำเนิดของ Rosé ในประวัติศาสตร์ไวน์โลก
เมื่อ 4,000 ปีก่อนคริสตกาล ไวน์ได้ถือกำเนิดเป็นครั้งแรกของโลกในพื้นที่ที่ปัจจุบันเป็นประเทศจอร์เจีย ซึ่งการทำไวน์ในยุคดึกดำบบรพ์นั้นยังไม่มีเทคนิคการสกัดให้ได้สีเข้ม ทำให้ไวน์ในสมัยนั้นมีสีอ่อนใกล้เคียงกับ Rosé มากกว่าไวน์แดงทั่วไป ที่ใช้กรรมวิธีการหมักเป็นเวลานาน ซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นในสมัยกรีก-โรมัน ดังนั้นจึงสามารถกล่าวได้ว่า Rosé นั้นมีต้นกำเนิดจากไวน์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกนั่นเองแม้ว่าการหมักไวน์สีแดงเข้มจะถูกพัฒนากรรมวิธีให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ ตามยุคสมัย แต่การทำไวน์สีชมพูอ่อนนั้นก็ไม่เคยหายไปจากวัฒนธรรมการผลิตไวน์ โดยในหลายพื้นที่ ไวน์สีชมพูนั้นมีตัวตนในฐานะผลพลอยได้จากการผลิตไวน์แดงในยุคที่ไวน์แดงยังมีรสชาติที่ไม่คงที่
Rosé กับบทบาทในยุโรป และไวน์ชื่อดังในอดีต
โดยไวน์ Rosé ชนิดแรกที่เริ่มสร้างชื่อเสียงระดับทวีปในยุคกลางคือ “Clairet” จากแคว้น Bordeaux ประเทศฝรั่งเศส ที่แม้ในปัจจุบันจะได้รับความจดจำในฐานะไวน์แดง แต่ในอดีตไวน์ชนิดนี้เป็นไวน์สีชมพูเข้มอมม่วง ละจัดอยู่ในประเภท Dark Rosé นอกจากนี้ สปาร์กกลิ้งไวน์ชื่อดังอย่าง Champagne ในยุคเริ่มต้นก็เป็นสีชมพูอ่อน จากองุ่นแดง Pinot noir และยังคงอยู่ในเฉดสีชมพูจนถึงยุคกลางเช่นเดียวกัน ก่อนที่จะพัฒนาจนกลายเป็นไวน์ขาวในศตวรรษที่ 17Provence ศูนย์กลางของ Rosé โลก
ด้วยประวัติศาสตร์ของการนำเข้าองุ่นจากประเทสกรีซสู่ประเทศฝรั่งเศสเป็นครั้งแรกในศตวรรษที่ 6 ณ พื้นที่ที่ปัจจุบันคือเมือง Marseille ซึ่งเป็นศูนย์กลางของแคว้น Provence จนวัฒนธรรมการทำไวน์ฝรั่งเศสแข็งแกร่งขึ้นตามยุคสมัย ประเทศฝรั่งเศสกลายมาเป็นผู้ผลิต Rosé รายใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีศูนย์กลางวัฒนธรรมที่ Provence ซึ่งเป็นบริเวณที่ติดชายฝั่งทะเลเมดิเตอเรเนียนทางตอนใต้ของประเทศโดยไวน์ Rosé ของ Provence มักจะรับประทานคู่กับอาหารทะเลดั้งเดิมของแถบเมดิเตอเรเนียน นอกจากนี้ ในปีค.ศ. 1999 ยังมีการก่อตั้ง “Centre de Recherche et d'Expérimentation sur le Vin Rosé” ซึ่งเป็นศูนย์วิจัย Rosé แห่งเดียวของโลก มุ่งเน้นการศึกษาด้านสภาพอากาศที่ส่งผลต่อการผลิต Rosé นั่นเอง
Rosé กับภาพลักษณ์ Summer Wine
เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 การท่องเที่ยวพักร้อนที่มีภาพลักษณ์อันหรูหราที่เข้าถึงได้ง่ายในแถบชายฝั่งของฝรั่งเศสเริ่มเฟื่องฟู การค้นพบ Rosé ในฐานะเครื่องดื่มฤดูร้อนจาก Provence เริ่มต้นราวปีค.ศ. 1930 นอกจากแหล่งผลิตที่มาจากสภาพอากาศชายฝั่งแล้ว รสชาติและลักษณะของ Rosé เองก็เหมาะที่จะดื่มในช่วงที่อากาศร้อน ด้วยรสชาติที่อมเปรี้ยว บอดี้ที่เบา แอลกอฮอล์ไม่สูง (11-13%) ทำให้เป็นไวน์ที่ดื่มแล้วให้ความสดชื่นอีกทั้งยังเหมาะกับการเสิร์ฟแบบแช่เย็น 8-12 องศาเซลเซียส ทำให้ Rosé กลายเป็นเครื่องดื่มฤดูร้อนที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้การดื่ม Rosé ยังเป็นวัฒนธรรมการดื่มไวน์เพียงชนิดเดียวที่อนุญาตให้ “ใส่น้ำแข็ง” ลงไปในไวน์เพื่อความสดชื่นได้ โดยจะเรียกว่า “swimming pool rosé”
Rosé ในวัฒนธรรมร่วมสมัย และการพัฒนาใหม่
Rosé จาก Provence ที่เป็นสัญลักษณ์ของฤดูร้อน ยังได้รับการค้นพบจากชาวโลกระหว่างปีค.ศ. 1950-1960 ที่เริ่มมีการจัดเทศกาลภาพยนตร์ “the Cannes Film Festival” ซึ่งดึงดูดทั้งดาราฮอลลีวูด และสื่อมวลชนต่าง ๆ มายังชายฝั่งฝรั่งเศส และได้นำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สีชมพูอันแสนสดชื่อนี้กลับไปยังนิวยอร์ครวมถึงสถานที่พักร้อนยอดนิยมอย่างแคลิฟอร์เนียอีกด้วย ในปัจจุบัน นอกจากจะสามารถค้นพบไวน์ Rosé วางจำหน่ายได้ตามชายฝั่งทั้งในยุโรปและอเมริกาแล้ว ยังมีการประยุกต์ Rosé ที่เหมาะกับฤดูร้อนไปในแนวทางที่หลากหลาย เช่น White Zinfandels ซึ่งเป็น Rosé ที่มีรสหวานจากอเมริกา ซึ่งถูกตีความไปเป็นไวน์ประเภทใหม่ที่ถูกเรียกว่า “Blush” และ Frosé ซึ่งเป็นการนำ Rosé แข่แข็ง ไปปั่นรวมกับส่วนผสมอื่น ๆ ทั้งเหล้า น้ำเชื่อม และผลไม้ต่าง ๆ
Tags :
บทความที่เกี่ยวข้อง
ความหลงใหลในเครื่องดื่มของ Gaspare Campari (กาสปาเร่ คัมปาริ) นำมาสู่ Bitter สมุนไพรสีแดงสดใสที่เชื่อมโยงคนทั้งโลกผ่าน Classic Cocktail และงานศิลป์
ย้อนรอยประวัติศาสตร์ Fruit Wine (ฟรุตไวน์) เครื่องดื่มแอลกอฮอล์หมักจากผลไม้หลากหลายชนิด
ย้อนรอยประวัติศาสตร์ Great French Wine Blight ภัยคุกคามร้ายแรงของไร่องุ่นในฝรั่งเศส


