ประวัติศาสตร์ และการเดินทางของไวน์สเปน
อัพเดทล่าสุด: 27 ส.ค. 2026

ประเทศสเปนถือเป็นหนึ่งในดินแดนของยุโรปที่มีประวัติศาสตร์การปลูกองุ่น และการผลิตไวน์มาอย่างยาวนาน โดยวัฒนธรรมไวน์ของสเปนได้รับการหล่อหลอม และพัฒนาผ่านการเปลี่ยนผ่านของอารยธรรมหลากหลายยุคสมัย เริ่มตั้งแต่การเข้ามาของพ่อค้าชาวฟินิเชียน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการนำองค์ความรู้ด้านการเพาะปลูกองุ่น และการผลิตไวน์เข้ามาสู่คาบสมุทรไอบีเรีย ตลอดจนการขยายอำนาจของจักรวรรดิโรมันที่ทำให้การผลิต และการค้าไวน์เติบโตขึ้นอย่างมาก
ตลอดช่วงเวลาหลายศตวรรษที่ดินแดนแห่งนี้อยู่ภายใต้อิทธิพลของโรมัน การผลิต และการส่งออกไวน์ได้ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีพื้นที่สำคัญสองแห่ง ได้แก่ Tarraconensis ทางตอนเหนือ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่บริเวณ Tarragona ในปัจจุบัน และ Baetica ทางตอนใต้ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของแคว้นอันดาลูเซียในปัจจุบัน ทั้งสองภูมิภาคต่างมีบทบาทสำคัญในฐานะแหล่งผลิตไวน์ของจักรวรรดิโรมัน
ไวน์จาก Hispania ได้รับการกล่าวถึงในบันทึกของ Strabo นักภูมิศาสตร์ และนักประวัติศาสตร์ชาวกรีก ซึ่งระบุว่าไวน์จากพื้นที่ Tarragona เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียง และเป็นที่ยอมรับในกรุงโรม นอกจากนี้บริเวณเมือง Ceret ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นเมือง Jerez อันเป็นแหล่งผลิตไวน์ Sherry ที่มีชื่อเสียงในปัจจุบัน ยังมีการผลิตไวน์ชนิดพิเศษที่เรียกว่า “Vinum ceretensis” อีกด้วย
ไวน์ชนิดนี้ใช้วิธีทำให้น้ำองุ่นมีความเข้มข้นก่อนนำไปผสมกับไวน์ ส่งผลให้ได้ไวน์ที่มีรสหวาน ปริมาณแอลกอฮอล์สูง และมีความสามารถในการเก็บรักษา และบ่มเป็นเวลานาน คุณลักษณะดังกล่าวทำให้ Vinum ceretensis ได้รับความนิยมในหมู่ชาวโรมัน และยังสะท้อนให้เห็นถึงความรู้ และความหลากหลายของเทคนิคการผลิตไวน์ใน Hispania
และหลังการล่มสลายของจักรวรรดิโรมันทั้งหมด คาบสมุทรไอบีเรียก็เข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยตกอยู่ภายใต้อิทธิพล และการปกครองของชนเผ่าเยอรมันหลายกลุ่ม โดยเฉพาะชาว Vandals และชาว Visigoths ก่อนที่ในปี ค.ศ. 711 กองทัพมุสลิมจากแอฟริกาเหนือจะเข้ายึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของคาบสมุทร และสถาปนาการปกครองที่รู้จักกันในชื่อ “Al-Andalus”
แม้ศาสนาอิสลามจะมีข้อห้ามเกี่ยวกับการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่การเพาะปลูกองุ่น และการใช้ประโยชน์จากองุ่นในคาบสมุทรไอบีเรียไม่ได้ยุติลงทั้งหมด การปลูกองุ่น และการผลิตไวน์ยังคงดำเนินต่อไปในบางพื้นที่ โดยเฉพาะในชุมชนคริสเตียน และชาวยิวที่อาศัยอยู่ภายใต้การปกครองของมุสลิม นอกจากนี้ องุ่นยังถูกนำไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบอื่น เช่น การผลิตน้ำองุ่น และลูกเกด ทำให้การเพาะปลูกองุ่นยังคงเป็นส่วนหนึ่งของภาคเกษตรกรรมในดินแดนแห่งนี้
ดังนั้นช่วงเวลาตั้งแต่ศตวรรษที่ 5 จนถึงราวศตวรรษที่ 12 จึงเป็นช่วงที่หลักฐานเกี่ยวกับการผลิต และการส่งออกไวน์จากคาบสมุทรไอบีเรียมีอยู่ค่อนข้างจำกัด โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับยุคโรมัน อย่างไรก็ตาม วัฒนธรรมการปลูกองุ่น และการผลิตไวน์ยังคงได้รับการสืบทอดในระดับท้องถิ่น และเมื่ออาณาจักรคริสเตียนทางตอนเหนือของคาบสมุทรเริ่มขยายอำนาจ และฟื้นฟูเส้นทางการค้า การผลิต และการค้าไวน์จึงค่อย ๆ กลับมามีบทบาทมากขึ้นอีกครั้ง ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของวัฒนธรรมไวน์สเปนในยุคต่อมา
ต่อมาในปี ค.ศ. 1102 กษัตริย์แห่ง Navarre และ Aragon ได้ประกาศรับรองสถานะทางกฎหมายของไวน์จาก Rioja อย่างเป็นทางการ การรับรองดังกล่าวถือเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับไวน์จากภูมิภาคนี้ในยุคกลาง และนับเป็นหนึ่งในการรับรองสถานะของไวน์จากแหล่งผลิตที่เก่าแก่ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไวน์ยุโรป
เมื่อการค้าในยุโรปเริ่มขยายตัวมากขึ้น ไวน์จาก Rioja ก็เริ่มแพร่หลายออกไปนอกพื้นที่ โดยในช่วงศตวรรษที่ 13 พ่อค้าได้นำไวน์จากภูมิภาคนี้ไปจำหน่ายยังพื้นที่ต่าง ๆ ในยุโรป ส่งผลให้ชื่อเสียงของไวน์ Rioja ค่อย ๆ เป็นที่รู้จักในวงกว้าง
การขยายอำนาจ และเครือข่ายการค้าของสเปนในเวลานั้น ส่งผลให้ไวน์จากสเปนสามารถเดินทางข้ามมหาสมุทรไปยังดินแดนอาณานิคมในทวีปอเมริกาได้มากขึ้น ขณะเดียวกันชาวสเปนยังได้นำเถาองุ่นจากยุโรปไปปลูกในดินแดนใหม่ เพื่อให้สามารถผลิตไวน์ในพื้นที่อาณานิคมได้เองด้วย
ในขณะเดียวกัน ไวน์ Sherry จากเมือง Jerez ก็มีบทบาทสำคัญต่อการค้าระหว่างประเทศของสเปน โดยเฉพาะในตลาดอังกฤษที่มีความต้องการไวน์จาก Jerez เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การค้าระหว่างสองประเทศช่วยให้ Sherry กลายเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของสเปน และทำให้ชื่อเสียงของไวน์จาก Jerez แพร่หลายไปไกลเกินกว่าคาบสมุทรไอบีเรีย
การขยายตัวของการเดินเรือ การค้า และอาณานิคมในยุคนี้จึงเป็นอีกจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์ไวน์สเปน เพราะไม่เพียงทำให้ไวน์สเปนเดินทางไปสู่ตลาดใหม่ทั่วโลก แต่ยังเป็นการนำองค์ความรู้ด้านการปลูกองุ่นจากสเปนไปสู่ดินแดนต่าง ๆ ซึ่งมีส่วนในการวางรากฐานให้เกิดวัฒนธรรมไวน์ในโลกใหม่ในเวลาต่อมา
ด้วยเหตุนี้สเปน โดยเฉพาะภูมิภาค Rioja ซึ่งในขณะนั้นยังไม่ได้รับผลกระทบจาก Phylloxera จึงกลายเป็นจุดหมายสำคัญของพ่อค้า และผู้ผลิตไวน์ชาวฝรั่งเศสที่เดินทางข้ามพรมแดนเข้ามา เพื่อแสวงหาแหล่งผลิตไวน์แห่งใหม่
การเข้ามาของผู้ผลิตไวน์ชาวฝรั่งเศสมีส่วนสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการผลิตไวน์ใน Rioja โดยพวกเขานำองค์ความรู้ และเทคนิคจากแคว้น Bordeaux เข้ามาเผยแพร่ ทั้งเทคนิคการบ่มไวน์ในถังไม้โอ๊ก และแนวคิดเกี่ยวกับการบรรจุไวน์จากไร่องุ่นของผู้ผลิตเอง ซึ่งแตกต่างจากแนวทางการผลิต และจำหน่ายไวน์แบบดั้งเดิมในสเปน อิทธิพลเหล่านี้ได้กลายเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนารูปแบบไวน์ Rioja ให้มีลักษณะเฉพาะ และเป็นที่ยอมรับในวงกว้างมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจาก Phylloxera ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในฝรั่งเศสเท่านั้น เมื่อเวลาผ่านไป แมลงชนิดนี้ก็ได้แพร่ระบาดเข้าสู่สเปน และสร้างความเสียหายให้แก่ไร่องุ่นในหลายพื้นที่ ส่งผลให้อุตสาหกรรมไวน์ของประเทศต้องเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19
ต่อมาในปี ค.ศ. 1933 Jerez ก็ได้รับการรับรองสถานะ DO เช่นกัน ขณะที่ในปี ค.ศ. 1970 สเปนได้ประกาศใช้กฎหมายไวน์ฉบับใหม่ ซึ่งช่วยวางกรอบ และพัฒนาระบบการควบคุม และรับรองแหล่งกำเนิดไวน์ให้มีมาตรฐานเดียวกันในระดับประเทศ สิ่งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการสร้างระบบคุณภาพที่ชัดเจน และเป็นระบบมากยิ่งขึ้นสำหรับอุตสาหกรรมไวน์ของสเปน
ในปี ค.ศ. 1991 ระบบดังกล่าวได้รับการพัฒนาก้าวไปอีกขั้น เมื่อ Rioja ได้รับสถานะระดับสูงสุดในระบบการจัดประเภทไวน์ของสเปน คือ Denominación de Origen Calificada (DOCa) ซึ่งเป็นการรับรองที่มีข้อกำหนดด้านคุณภาพ และการควบคุมการผลิตที่เข้มงวดยิ่งขึ้น ต่อมาในปี ค.ศ. 2003 Priorat ก็ได้รับสถานะ DOCa เช่นเดียวกัน ทำให้ทั้งสองภูมิภาคกลายเป็นเขตผลิตไวน์ที่ได้รับการรับรองในระดับสูงสุดของสเปน
ในช่วงเวลาเดียวกัน ระบบการจำแนกไวน์ตามระยะเวลา และรูปแบบการบ่มก็ได้รับการพัฒนาอย่างชัดเจน โดยเฉพาะระดับ Crianza, Reserva และ Gran Reserva ซึ่งใช้เป็นแนวทางในการกำหนดข้อกำหนดเกี่ยวกับระยะเวลาการบ่ม และคุณลักษณะของไวน์ ระบบดังกล่าวมีส่วนช่วยสร้างมาตรฐาน และความเข้าใจเกี่ยวกับระดับการบ่มของไวน์สเปน และกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของวัฒนธรรมไวน์สเปนที่ยังคงใช้มาจนถึงปัจจุบัน
นอกจากนี้ ยังมี Cava ไวน์สปาร์กลิงที่มีชื่อเสียงจากแคว้น Catalonia ซึ่งผลิตด้วยวิธีการหมักครั้งที่สองในขวด หรือวิธีดั้งเดิมเช่นเดียวกับที่ใช้ในการผลิตแชมเปญ
ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตไวน์สเปนรุ่นใหม่จำนวนมากก็กำลังหันกลับมาให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูองุ่นพันธุ์พื้นเมือง และไร่องุ่นดั้งเดิม ควบคู่ไปกับการนำแนวทางเกษตรอินทรีย์ และการผลิตที่คำนึงถึงความยั่งยืนมาใช้มากขึ้น แนวทางเหล่านี้ไม่เพียงช่วยรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ และอัตลักษณ์ของไวน์แต่ละภูมิภาค แต่ยังเป็นการปรับตัวต่อความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลต่อการเพาะปลูกองุ่นทั่วโลกด้วย
ยุคฟินิเชียน: จุดเริ่มต้นของการค้าและวัฒนธรรมไวน์บนคาบสมุทรไอบีเรีย
ชาวฟินิเชียนเดินทางมายังชายฝั่งทางตอนใต้ของคาบสมุทรไอบีเรีย และก่อตั้งเมือง Cádiz ขึ้น ซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็นศูนย์กลางสำคัญด้านการค้า และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างผู้คนจากดินแดนต่าง ๆ เมื่อชาวฟินิเชียนตั้งถิ่นฐาน และสร้างเครือข่ายทางการค้าขึ้นที่นี่ วัฒนธรรมการผลิต และการบริโภคไวน์จึงค่อย ๆ แพร่หลาย และได้รับการพัฒนามากขึ้น โดยไวน์ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องดื่มสำหรับการบริโภคเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นสินค้าที่มีบทบาทในระบบเศรษฐกิจ และการค้าของชุมชนตามแนวชายฝั่งด้วยจักรวรรดิโรมัน: ยุคทองของ “Hispania” และการผลิตไวน์เพื่อส่งออก
อย่างไรก็ตามภายหลังสงครามพิวนิก ดินแดนแห่งนี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิโรมัน และเป็นที่รู้จักในชื่อ “Hispania” การเข้ามาของชาวโรมันส่งผลให้การเพาะปลูกองุ่น และการผลิตไวน์ในภูมิภาคนี้ได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบมากขึ้น และ Hispania ก็ได้กลายเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตไวน์ที่มีความสำคัญต่อจักรวรรดิโรมัน โดยเฉพาะไวน์ที่ผลิตเพื่อการค้า และส่งออกไปยังดินแดนต่าง ๆ ภายใต้การปกครองของโรมันตลอดช่วงเวลาหลายศตวรรษที่ดินแดนแห่งนี้อยู่ภายใต้อิทธิพลของโรมัน การผลิต และการส่งออกไวน์ได้ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีพื้นที่สำคัญสองแห่ง ได้แก่ Tarraconensis ทางตอนเหนือ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่บริเวณ Tarragona ในปัจจุบัน และ Baetica ทางตอนใต้ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของแคว้นอันดาลูเซียในปัจจุบัน ทั้งสองภูมิภาคต่างมีบทบาทสำคัญในฐานะแหล่งผลิตไวน์ของจักรวรรดิโรมัน
ไวน์จาก Hispania ได้รับการกล่าวถึงในบันทึกของ Strabo นักภูมิศาสตร์ และนักประวัติศาสตร์ชาวกรีก ซึ่งระบุว่าไวน์จากพื้นที่ Tarragona เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียง และเป็นที่ยอมรับในกรุงโรม นอกจากนี้บริเวณเมือง Ceret ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นเมือง Jerez อันเป็นแหล่งผลิตไวน์ Sherry ที่มีชื่อเสียงในปัจจุบัน ยังมีการผลิตไวน์ชนิดพิเศษที่เรียกว่า “Vinum ceretensis” อีกด้วย
ไวน์ชนิดนี้ใช้วิธีทำให้น้ำองุ่นมีความเข้มข้นก่อนนำไปผสมกับไวน์ ส่งผลให้ได้ไวน์ที่มีรสหวาน ปริมาณแอลกอฮอล์สูง และมีความสามารถในการเก็บรักษา และบ่มเป็นเวลานาน คุณลักษณะดังกล่าวทำให้ Vinum ceretensis ได้รับความนิยมในหมู่ชาวโรมัน และยังสะท้อนให้เห็นถึงความรู้ และความหลากหลายของเทคนิคการผลิตไวน์ใน Hispania
การเปลี่ยนผ่าน: การล่มสลายของโรมันและอิทธิพลภายใต้ Al-Andalus
ต่อมาเมื่อจักรวรรดิโรมันตะวันตกล่มสลายลงในช่วงต้นศตวรรษที่ 5 ระบบการค้า และเครือข่ายทางเศรษฐกิจที่เคยเชื่อมโยง Hispania เข้ากับดินแดนต่าง ๆ ภายใต้จักรวรรดิก็ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และความไม่มั่นคงที่เกิดขึ้นส่งผลให้เส้นทางการค้าเดิมหยุดชะงัก การส่งออกไวน์จากคาบสมุทรไอบีเรียจึงลดความสำคัญลงอย่างรวดเร็วและหลังการล่มสลายของจักรวรรดิโรมันทั้งหมด คาบสมุทรไอบีเรียก็เข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยตกอยู่ภายใต้อิทธิพล และการปกครองของชนเผ่าเยอรมันหลายกลุ่ม โดยเฉพาะชาว Vandals และชาว Visigoths ก่อนที่ในปี ค.ศ. 711 กองทัพมุสลิมจากแอฟริกาเหนือจะเข้ายึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของคาบสมุทร และสถาปนาการปกครองที่รู้จักกันในชื่อ “Al-Andalus”
แม้ศาสนาอิสลามจะมีข้อห้ามเกี่ยวกับการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่การเพาะปลูกองุ่น และการใช้ประโยชน์จากองุ่นในคาบสมุทรไอบีเรียไม่ได้ยุติลงทั้งหมด การปลูกองุ่น และการผลิตไวน์ยังคงดำเนินต่อไปในบางพื้นที่ โดยเฉพาะในชุมชนคริสเตียน และชาวยิวที่อาศัยอยู่ภายใต้การปกครองของมุสลิม นอกจากนี้ องุ่นยังถูกนำไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบอื่น เช่น การผลิตน้ำองุ่น และลูกเกด ทำให้การเพาะปลูกองุ่นยังคงเป็นส่วนหนึ่งของภาคเกษตรกรรมในดินแดนแห่งนี้
ดังนั้นช่วงเวลาตั้งแต่ศตวรรษที่ 5 จนถึงราวศตวรรษที่ 12 จึงเป็นช่วงที่หลักฐานเกี่ยวกับการผลิต และการส่งออกไวน์จากคาบสมุทรไอบีเรียมีอยู่ค่อนข้างจำกัด โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับยุคโรมัน อย่างไรก็ตาม วัฒนธรรมการปลูกองุ่น และการผลิตไวน์ยังคงได้รับการสืบทอดในระดับท้องถิ่น และเมื่ออาณาจักรคริสเตียนทางตอนเหนือของคาบสมุทรเริ่มขยายอำนาจ และฟื้นฟูเส้นทางการค้า การผลิต และการค้าไวน์จึงค่อย ๆ กลับมามีบทบาทมากขึ้นอีกครั้ง ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของวัฒนธรรมไวน์สเปนในยุคต่อมา
การฟื้นฟู และจุดเริ่มต้นความยิ่งใหญ่ของไวน์ Rioja
ภูมิภาค Rioja ซึ่งปัจจุบันได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในเขตผลิตไวน์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของสเปน มีประวัติศาสตร์การปลูกองุ่น และการผลิตไวน์ที่สืบย้อนกลับไปได้หลายศตวรรษ โดยมีหลักฐานลายลักษณ์อักษรเกี่ยวกับการปลูกองุ่นปรากฏตั้งแต่ปี ค.ศ. 873 ในเอกสารของอาราม San Millán de la Cogolla หลักฐานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการเพาะปลูกองุ่นได้เข้ามามีบทบาทในภูมิภาคนี้ตั้งแต่ยุคกลาง และค่อย ๆ พัฒนาควบคู่ไปกับชุมชน และสถาบันทางศาสนาต่อมาในปี ค.ศ. 1102 กษัตริย์แห่ง Navarre และ Aragon ได้ประกาศรับรองสถานะทางกฎหมายของไวน์จาก Rioja อย่างเป็นทางการ การรับรองดังกล่าวถือเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับไวน์จากภูมิภาคนี้ในยุคกลาง และนับเป็นหนึ่งในการรับรองสถานะของไวน์จากแหล่งผลิตที่เก่าแก่ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไวน์ยุโรป
เมื่อการค้าในยุโรปเริ่มขยายตัวมากขึ้น ไวน์จาก Rioja ก็เริ่มแพร่หลายออกไปนอกพื้นที่ โดยในช่วงศตวรรษที่ 13 พ่อค้าได้นำไวน์จากภูมิภาคนี้ไปจำหน่ายยังพื้นที่ต่าง ๆ ในยุโรป ส่งผลให้ชื่อเสียงของไวน์ Rioja ค่อย ๆ เป็นที่รู้จักในวงกว้าง
ยุคแห่งการสำรวจโลกใหม่ และความรุ่งเรืองของไวน์ Sherry
เมื่อเข้าสู่ยุคใหม่ตอนต้น สเปนได้ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในมหาอำนาจทางทะเลที่มีบทบาทสำคัญในระดับโลก โดยเฉพาะภายหลังการเดินทางของ Christopher Columbus ในปี ค.ศ. 1492 ซึ่งเปิดเส้นทางการติดต่อระหว่างสเปนกับดินแดนในทวีปอเมริกา และนำไปสู่การขยายตัวของการเดินเรือ การค้า และอำนาจของสเปนข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกการขยายอำนาจ และเครือข่ายการค้าของสเปนในเวลานั้น ส่งผลให้ไวน์จากสเปนสามารถเดินทางข้ามมหาสมุทรไปยังดินแดนอาณานิคมในทวีปอเมริกาได้มากขึ้น ขณะเดียวกันชาวสเปนยังได้นำเถาองุ่นจากยุโรปไปปลูกในดินแดนใหม่ เพื่อให้สามารถผลิตไวน์ในพื้นที่อาณานิคมได้เองด้วย
ในขณะเดียวกัน ไวน์ Sherry จากเมือง Jerez ก็มีบทบาทสำคัญต่อการค้าระหว่างประเทศของสเปน โดยเฉพาะในตลาดอังกฤษที่มีความต้องการไวน์จาก Jerez เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การค้าระหว่างสองประเทศช่วยให้ Sherry กลายเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของสเปน และทำให้ชื่อเสียงของไวน์จาก Jerez แพร่หลายไปไกลเกินกว่าคาบสมุทรไอบีเรีย
การขยายตัวของการเดินเรือ การค้า และอาณานิคมในยุคนี้จึงเป็นอีกจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์ไวน์สเปน เพราะไม่เพียงทำให้ไวน์สเปนเดินทางไปสู่ตลาดใหม่ทั่วโลก แต่ยังเป็นการนำองค์ความรู้ด้านการปลูกองุ่นจากสเปนไปสู่ดินแดนต่าง ๆ ซึ่งมีส่วนในการวางรากฐานให้เกิดวัฒนธรรมไวน์ในโลกใหม่ในเวลาต่อมา
วิกฤต Phylloxera และอิทธิพลการผลิตไวน์จากฝรั่งเศส
จุดเปลี่ยนสำคัญอีกประการหนึ่งในประวัติศาสตร์ไวน์สเปนเกิดขึ้นในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 เมื่อ Phylloxera แมลงศัตรูพืชที่ทำลายระบบรากของเถาองุ่น ได้แพร่ระบาดอย่างรุนแรงในฝรั่งเศส โดยเฉพาะในแคว้น Bordeaux ส่งผลให้ไร่องุ่น และอุตสาหกรรมไวน์ของฝรั่งเศสได้รับความเสียหายอย่างหนักด้วยเหตุนี้สเปน โดยเฉพาะภูมิภาค Rioja ซึ่งในขณะนั้นยังไม่ได้รับผลกระทบจาก Phylloxera จึงกลายเป็นจุดหมายสำคัญของพ่อค้า และผู้ผลิตไวน์ชาวฝรั่งเศสที่เดินทางข้ามพรมแดนเข้ามา เพื่อแสวงหาแหล่งผลิตไวน์แห่งใหม่
การเข้ามาของผู้ผลิตไวน์ชาวฝรั่งเศสมีส่วนสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการผลิตไวน์ใน Rioja โดยพวกเขานำองค์ความรู้ และเทคนิคจากแคว้น Bordeaux เข้ามาเผยแพร่ ทั้งเทคนิคการบ่มไวน์ในถังไม้โอ๊ก และแนวคิดเกี่ยวกับการบรรจุไวน์จากไร่องุ่นของผู้ผลิตเอง ซึ่งแตกต่างจากแนวทางการผลิต และจำหน่ายไวน์แบบดั้งเดิมในสเปน อิทธิพลเหล่านี้ได้กลายเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนารูปแบบไวน์ Rioja ให้มีลักษณะเฉพาะ และเป็นที่ยอมรับในวงกว้างมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจาก Phylloxera ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในฝรั่งเศสเท่านั้น เมื่อเวลาผ่านไป แมลงชนิดนี้ก็ได้แพร่ระบาดเข้าสู่สเปน และสร้างความเสียหายให้แก่ไร่องุ่นในหลายพื้นที่ ส่งผลให้อุตสาหกรรมไวน์ของประเทศต้องเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19
การวางรากฐานระบบคุณภาพ DO และ DOCa สู่มาตรฐานสากล
หลังผ่านพ้นวิกฤต Phylloxera สเปนเริ่มให้ความสำคัญกับการสร้างระบบควบคุมคุณภาพ และการรับรองแหล่งกำเนิดของไวน์อย่างเป็นทางการ เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิต และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค โดย Rioja ได้รับการประกาศให้เป็นเขตกำหนดแหล่งกำเนิด หรือ Denominación de Origen (DO) แห่งแรกของสเปนในปี ค.ศ. 1925 และในปีถัดมาได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการกำกับดูแล หรือ Consejo Regulador เพื่อทำหน้าที่ควบคุม และกำกับมาตรฐานของไวน์จากพื้นที่ดังกล่าวต่อมาในปี ค.ศ. 1933 Jerez ก็ได้รับการรับรองสถานะ DO เช่นกัน ขณะที่ในปี ค.ศ. 1970 สเปนได้ประกาศใช้กฎหมายไวน์ฉบับใหม่ ซึ่งช่วยวางกรอบ และพัฒนาระบบการควบคุม และรับรองแหล่งกำเนิดไวน์ให้มีมาตรฐานเดียวกันในระดับประเทศ สิ่งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการสร้างระบบคุณภาพที่ชัดเจน และเป็นระบบมากยิ่งขึ้นสำหรับอุตสาหกรรมไวน์ของสเปน
ในปี ค.ศ. 1991 ระบบดังกล่าวได้รับการพัฒนาก้าวไปอีกขั้น เมื่อ Rioja ได้รับสถานะระดับสูงสุดในระบบการจัดประเภทไวน์ของสเปน คือ Denominación de Origen Calificada (DOCa) ซึ่งเป็นการรับรองที่มีข้อกำหนดด้านคุณภาพ และการควบคุมการผลิตที่เข้มงวดยิ่งขึ้น ต่อมาในปี ค.ศ. 2003 Priorat ก็ได้รับสถานะ DOCa เช่นเดียวกัน ทำให้ทั้งสองภูมิภาคกลายเป็นเขตผลิตไวน์ที่ได้รับการรับรองในระดับสูงสุดของสเปน
ในช่วงเวลาเดียวกัน ระบบการจำแนกไวน์ตามระยะเวลา และรูปแบบการบ่มก็ได้รับการพัฒนาอย่างชัดเจน โดยเฉพาะระดับ Crianza, Reserva และ Gran Reserva ซึ่งใช้เป็นแนวทางในการกำหนดข้อกำหนดเกี่ยวกับระยะเวลาการบ่ม และคุณลักษณะของไวน์ ระบบดังกล่าวมีส่วนช่วยสร้างมาตรฐาน และความเข้าใจเกี่ยวกับระดับการบ่มของไวน์สเปน และกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของวัฒนธรรมไวน์สเปนที่ยังคงใช้มาจนถึงปัจจุบัน
ไวน์สเปนยุคปัจจุบัน: ความหลากหลาย ผสานความยั่งยืน
ทุกวันนี้ไวน์สเปนมีความหลากหลายอย่างมาก ทั้งในด้านสายพันธุ์องุ่น รูปแบบการผลิต และลักษณะเฉพาะของแต่ละภูมิภาค ตั้งแต่ไวน์แดงที่ผลิตจากองุ่นพันธุ์ Tempranillo ซึ่งเป็นสายพันธุ์สำคัญของ Rioja และ Ribera del Duero ไวน์ขาวที่มีความสดชื่นจากแคว้น Galicia ซึ่งผลิตจากองุ่นพันธุ์ Albariño ไปจนถึง Sherry ไวน์เสริมแอลกอฮอล์จากเมือง Jerez ที่มีประวัติศาสตร์การผลิต และวัฒนธรรมการดื่มสืบเนื่องมาอย่างยาวนานนอกจากนี้ ยังมี Cava ไวน์สปาร์กลิงที่มีชื่อเสียงจากแคว้น Catalonia ซึ่งผลิตด้วยวิธีการหมักครั้งที่สองในขวด หรือวิธีดั้งเดิมเช่นเดียวกับที่ใช้ในการผลิตแชมเปญ
ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตไวน์สเปนรุ่นใหม่จำนวนมากก็กำลังหันกลับมาให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูองุ่นพันธุ์พื้นเมือง และไร่องุ่นดั้งเดิม ควบคู่ไปกับการนำแนวทางเกษตรอินทรีย์ และการผลิตที่คำนึงถึงความยั่งยืนมาใช้มากขึ้น แนวทางเหล่านี้ไม่เพียงช่วยรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ และอัตลักษณ์ของไวน์แต่ละภูมิภาค แต่ยังเป็นการปรับตัวต่อความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลต่อการเพาะปลูกองุ่นทั่วโลกด้วย
Tags :
บทความที่เกี่ยวข้อง
The New Era of Vegan Wine : เมื่อสุนทรียศาสตร์แห่งการดื่มมาบรรจบกับวิถีธรรมชาติอย่างสมบูรณ์แบบ
ทำความรู้จัก Eau de vie (โอ เดอ วี) บรั่นดีที่เชื่อกันว่าถูกสร้างโดยนักเล่นแร่แปรธาตุ
ย้อนรอยประวัติศาสตร์ Sake (สาเก) เครื่องดื่มหลักประจำชาติแห่งแดนอาทิตย์อุทัย: จากพิธีกรรมสู่เครื่องดื่มระดับโลก


