แชร์

Gut-Friendly Food (อาหารเพื่อสุขภาพลำไส้)

อัพเดทล่าสุด: 23 ก.พ. 2026

ความสำคัญของ Microbiome ต่อสุขภาพองค์รวม

หัวใจสำคัญของสุขภาพลำไส้ คือความสมดุลของจุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหาร หรือที่เรียกว่า “Microbiome” (ไมโครไบโอม) ซึ่งประกอบด้วยแบคทีเรีย เชื้อรา ไวรัส และจุลินทรีย์ชนิดอื่น ๆ หลายล้านล้านตัวที่อาศัยอยู่ภายในลำไส้ของมนุษย์ เมื่อ Microbiome มีความหลากหลาย และอยู่ในภาวะสมดุล จะส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวม ในทางกลับกัน หากเกิดภาวะเสียสมดุลของจุลินทรีย์ หรือที่เรียกว่า Dysbiosis อาจทำให้เกิดโรคเรื้อรังหลายชนิด เช่น โรคอ้วน เบาหวานชนิดที่ 2 โรคลำไส้อักเสบ โรคภูมิแพ้ รวมถึงภาวะซึมเศร้า

 

Gut-Friendly Food คืออะไร และแบ่งออกเป็นกี่กลุ่ม

Gut-Friendly Food หมายถึง อาหารที่ส่งเสริมความสมดุล และความหลากหลายของ Microbiome ในลำไส้ โดยทั่วไปสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ Probiotic Foods (อาหารที่มีโพรไบโอติก) , Prebiotics Foods (อาหารที่มีพรีไบโอติก), High-Fiber Foods (อาหารที่มีใยอาหารสูง) และ Polyphenol-Rich Foods (อาหารที่มีโพลีฟีนอล)

 

Probiotic Foods คืออะไร และมีอะไรบ้าง

Probiotics คือจุลินทรีย์ที่มีชีวิต ซึ่งเมื่อบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม และเพียงพอ จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพลำไส้ อาหารที่อุดมด้วย Probiotics เช่น

• โยเกิร์ต – เป็นแหล่งสำคัญของจุลินทรีย์กลุ่ม Lactobacillus และ Bifidobacterium ซึ่งช่วยสร้างสมดุลของ Microbiome ในลำไส้

• กิมจิ – ผักดองแบบเกาหลีที่อุดมด้วย Lactobacillus และจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ชนิดอื่น งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Journal of Medicinal Food รายงานว่ากิมจิมีคุณสมบัติต้านการอักเสบ และอาจช่วยสนับสนุนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

• มิโสะ – เต้าเจี้ยวญี่ปุ่นที่ผ่านกระบวนการหมักด้วยเชื้อรา Aspergillus oryzae มีเอนไซม์ และจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ รวมทั้งมีสารต้านอนุมูลอิสระในระดับที่น่าสนใจ

• เทมเป้ – ผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองหมักที่มีต้นกำเนิดจากอินโดนีเซีย อุดมด้วยโปรตีน วิตามินบี 12 และจุลินทรีย์ที่ช่วยส่งเสริมกระบวนการย่อยอาหาร

• คีเฟอร์ – นมหมักที่มี Probiotics หลายสายพันธุ์ งานวิจัยบางส่วนชี้ว่าคีเฟอร์อาจช่วยลดอาการท้องอืด ท้องเสีย และบรรเทาอาการแพ้แลคโตสได้

• ผักดองแบบไทย เช่น ผักกาดดอง และถั่วฝักยาวดอง ซึ่งผ่านกระบวนการหมักตามธรรมชาติ ก็เป็นแหล่งของ Probiotics เช่นกัน แต่อาจจำเป็นต้องมีการศึกษาเชิงลึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับสายพันธุ์ และปริมาณจุลินทรีย์ที่แน่ชัด

 

Prebiotic Foods คืออะไร และมีอะไรบ้าง

Prebiotics คือใยอาหารชนิดพิเศษที่ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถย่อย หรือดูดซึมได้โดยตรง แต่ทำหน้าที่เป็น “อาหาร” ให้กับจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในลำไส้ อาหารที่อุดมด้วย Prebiotics เช่น

• กระเทียม และหัวหอม – อุดมด้วย Inulin และฟรุกโตโอลิโกแซ็กคาไรด์ (FOS) ซึ่งมีส่วนช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของ Bifidobacterium และอาจช่วยลดจำนวนแบคทีเรียก่อโรคบางชนิด เช่น Clostridium

• กล้วย – โดยเฉพาะกล้วยที่ยังไม่สุกเต็มที่ มีปริมาณแป้งต้านทานสูง ซึ่งทำหน้าที่เป็น Prebiotics และช่วยส่งเสริมการผลิตกรดไขมันสายสั้น เช่น Butyric Acid ที่มีความสำคัญต่อสุขภาพของเซลล์เยื่อบุลำไส้ใหญ่

• หน่อไม้ฝรั่ง และอาร์ติโชค – ถือเป็นแหล่ง Prebiotics ชั้นดี งานวิจัยหลายฉบับพบว่าสามารถเพิ่มจำนวน Lactobacillus และ Bifidobacterium ในลำไส้ได้อย่างมีนัยสำคัญ

• ข้าวโอ๊ต – มี Beta-Glucan ซึ่งเป็นใยอาหารชนิดละลายน้ำที่มีคุณสมบัติเป็น Prebiotics ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และสนับสนุนสมดุลของ Microbiome

• แอปเปิ้ล – อุดมด้วย Pectin ซึ่งเป็นใยอาหารชนิดละลายน้ำ มีบทบาทในการเพิ่มจำนวน Lactobacillus และอาจช่วยลดแบคทีเรียที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบ

 

High-Fiber Foods กับคำแนะนำจากองค์การอนามัยโลก

องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้ผู้ใหญ่บริโภคใยอาหารในปริมาณอย่างน้อย 25–30 กรัมต่อวัน โดยอาหารที่มีใยอาหารสูง ได้แก่ พืชตระกูลถั่ว ธัญพืชไม่ขัดสี ผัก และผลไม้หลากหลายชนิด ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพลำไส้ และสนับสนุนความสมดุลของ Microbiome ในระยะยาว

 

Polyphenol-Rich Foods และบทบาทต่อ Microbiome

Polyphenols เป็นสารพฤกษเคมีที่พบได้ในพืชหลายชนิด มีคุณสมบัติเด่นด้านการต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบ งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Gut Microbes รายงานว่า Polyphenols มีบทบาทในการเพิ่มความหลากหลายของ Microbiome ในลำไส้ และอาจช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียก่อโรคบางชนิด แหล่งอาหารที่มี Polyphenols ในปริมาณสูง ได้แก่

• ดาร์กช็อกโกแลต
• ชาเขียว
• ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่
• ถั่ว และเมล็ดพืช
• น้ำมันมะกอก Extra Virgin

 

แนวทางการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพลำไส้แบบเมดิเตอร์เรเนียน

นักโภชนาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพลำไส้จำนวนมากแนะนำแนวทางการรับประทานอาหารแบบ Mediterranean-Style Diet หรืออาหารสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งเน้นการบริโภคผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี พืชตระกูลถั่ว ปลา และน้ำมันมะกอกเป็นหลัก พร้อมทั้งลดการบริโภคเนื้อแดงให้อยู่ในระดับต่ำ

งานวิจัยขนาดใหญ่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Gut (ปี ค.ศ. 2021) ซึ่งศึกษาผู้สูงอายุจำนวน 612 คนจาก 5 ประเทศในยุโรป พบว่า การรับประทานอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนต่อเนื่องเป็นเวลา 1 ปี สามารถเพิ่มจำนวนจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในลำไส้ ลดระดับการอักเสบ และมีความสัมพันธ์กับการชะลอความเสื่อมของสมองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

 

แนวทางปฏิบัติในการดูแลสุขภาพลำไส้

• ความหลากหลาย – ควรพยายามบริโภคผัก และผลไม้ให้ได้มากกว่า 30 ชนิดต่อสัปดาห์

• ค่อยเป็นค่อยไป – การเพิ่มปริมาณใยอาหารอย่างรวดเร็วอาจทำให้เกิดอาการท้องอืดหรือไม่สบายท้อง ควรปรับเพิ่มทีละน้อย พร้อมดื่มน้ำให้เพียงพอ

• การรับประทานตามฤดูกาล – ผัก และผลไม้ตามฤดูกาลมักมีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่า สดใหม่กว่า และช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่หลากหลาย

• การจัดการความเครียด – ความเครียดเรื้อรังสามารถส่งผลกระทบต่อ Microbiome ผ่านกลไกของ “Gut–Brain Axis” ดังนั้น การออกกำลังกาย การนอนหลับอย่างเพียงพอ และการบริหารจัดการความเครียด จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของการดูแลสุขภาพลำไส้ในภาพรวม

บทความที่เกี่ยวข้อง
Supermarket Therapy
ทำไมการเดินเล่นในซุปเปอร์มาร์เก็ตถึงช่วยฮีลใจได้ ?
Matcha No Hi
Matcha No Hi (抹茶の日, มัทฉะโนะฮิ) : วันแห่งมัทฉะในวัฒนธรรมญี่ปุ่น
Ancel Keys
The Scientist Behind the Mediterranean Diet EP.1 ทำความรู้จัก Ancel Keys (แอนเซล คียส์) นักสรีรวิทยา และนักโภชนาการผู้มีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับแนวทางการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพหัวใจ
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ