Beerenberg (เบียเรนเบิร์ก)

Beerenberg (เบียเรนเบิร์ก) เป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์อาหารประเภทแยม ซอส และเครื่องปรุงรสชั้นนำจากประเทศออสเตรเลีย ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากผู้บริโภคทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ด้วยเอกลักษณ์อันโดดเด่นในฐานะธุรกิจแบบ “Family Farm” หรือฟาร์มครอบครัวที่ดำเนินกิจการโดยตระกูล Paech มายาวนานกว่า 6 รุ่น ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1839
จุดเริ่มต้นจากแคว้น Prussia สู่รัฐเซาท์ออสเตรเลีย
เรื่องราวของ Beerenberg มีความเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์การอพยพย้ายถิ่นฐานของชาวเยอรมันในประเทศออสเตรเลีย โดยตระกูล Paech นำโดย Johann George และ Anna Rosina พร้อมด้วยลูก 5 คนได้เดินทางจากแคว้น Prussia มายังรัฐเซาท์ออสเตรเลียราวปี ค.ศ. 1839 ซึ่งเดินทางมาพร้อมกับครอบครัวอื่นอีก 52 ครอบครัว
**แคว้น Prussia เป็นอดีตอาณาจักร และรัฐมหาอำนาจที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ยุโรปกลาง ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการรวมชาติเยอรมนีในปี ค.ศ. 1871 ดินแดนนี้ถูกยุบเลิกไปอย่างเป็นทางการหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ปัจจุบันพื้นที่ส่วนใหญ่กลายเป็นส่วนหนึ่งของประเทศเยอรมนี โปแลนด์ และรัสเซีย
พวกเขาล่องเรือข้ามมหาสมุทรจากแคว้น Prussia มายังรัฐเซาท์ออสเตรเลีย แล้วตั้งถิ่นฐานในหุบเขา Adelaide Hills และก่อตั้งหมู่บ้านขึ้น โดยตั้งชื่อหมู่บ้านตามชื่อกัปตันเรือของพวกเขาว่า “Hahndorf” (ฮาห์นดอร์ฟ)
ที่หมู่บ้านแห่งนี้ครอบครัว Paech ได้ซื้อที่ดิน และเริ่มทำการเกษตร โดยตั้งชื่อฟาร์ว่า “Paechtown”จากนั้นเป็นต้นมาครอบครัวนี้ก็ได้ทำการเกษตรบนผืนดินผืนเดิมมาอย่างต่อเนื่องโดยไม่ขาดสาย
จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ สู่วิกฤตผลผลิต และการริเริ่มทำแยมโฮมเมด
ตลอดร้อยกว่าปีถัดมา ครอบครัว Paech ประกอบอาชีพเกษตรกรรมหลากหลายรูปแบบ รวมถึงการเลี้ยงโคนม จนกระทั่งในช่วงทศวรรษ 1970 จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของครอบครัวก็มาถึง เมื่อ Grant และ Carol Paech ภรรยาของเขาได้รับช่วงต่อดูแลฟาร์มของครอบครัว
ในยุคนี้เกษตรกรรมแบบดั้งเดิมเริ่มประสบปัญหาความผันผวนของราคาผลผลิต Grant และ Carol จึงมองหาพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่ที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับที่ดินของพวกเขา ในปี ค.ศ. 1970 พวกเขาตัดสินใจทดลองปลูก “สตรอว์เบอร์รี”
Grant ได้สร้างโกดังสังกะสีข้างถนน และเริ่มจำหน่ายสตรอว์เบอร์รีสดให้แก่ผู้สัญจรไปมา อย่างไรก็ตามอีก 2 ปีต่อมา พวกเขาก็ประสบกับปัญหา “ผลผลิตล้นตลาด” ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว ซึ่งสตรอว์เบอร์รีเป็นผลไม้มีอายุการเก็บรักษาสั้น หากขายไม่หมดจะเน่าเสีย และกลายเป็นการขาดทุน ด้วยเหตุนี้ Carol จึงเกิดไอเดียในการนำสตรอว์เบอร์รีส่วนเกินมาแปรรูปเป็น “แยมสตรอว์เบอร์รี” โดยใช้สูตรลับเฉพาะของครอบครัวที่สืบทอดกันมา
กำเนิดแบรนด์ Beerenberg และนวัตกรรมแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร
พวกเขาเริ่มต้นทำแยมสตรอว์เบอร์รีชุดแรกบนเตาในบ้านของตนเอง จากนั้นตั้งชื่อแบรนด์ว่า “Beerenberg” เป็นคำภาษาเยอรมันแปลว่า “เนินเขาแห่งผลเบอร์รี” ซึ่งสะท้อนถึงทั้งภูมิทัศน์ของฟาร์มที่ตั้งอยู่บนเนินเขาอันอุดมสมบูรณ์ และประเภทของผลผลิตหลักของพวกเขา ชื่อนี้ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1974
แยมชุดแรก ๆ ถูกนำวางขายบนโต๊ะไม้ริมทางหน้าฟาร์ม พร้อมป้ายเชิญชวนผู้สัญจรไปมาให้แวะชิม ด้วยรสชาติที่เข้มข้น หอมกลิ่นผลไม้แท้ และไม่ใส่สารกันบูด แยมของ Beerenberg จึงกลายเป็นที่เลื่องลือในชุมชนอย่างรวดเร็ว
ต่อมาในปี ค.ศ. 1975 Grant และ Carol ก็ริเริ่มแนวคิดใหม่ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนในภูมิภาค นั่นก็คือ “การเก็บสตรอว์เบอร์รีด้วยตัวเอง” ที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยว และชาวท้องถิ่นเดินทางมาเยี่ยมชม และเก็บผลสตรอว์เบอร์รีสดด้วยมือตนเอง แนวคิดนี้ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ทำให้ Beerenberg กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในเวลาอันสั้น
การขยายโรงงานและการเติบโตสู่ระดับสากล
ความสำเร็จของแยมโฮมเมดทำให้ Grant และ Carol ตระหนักว่าธุรกิจแปรรูปอาหารมีศักยภาพในการเติบโตมากกว่าการขายผลผลิตสดเพียงอย่างเดียว พวกเขาจึงลงทุนก่อสร้างร้านค้า และโรงงานแห่งใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์นี้โดยเฉพาะบนพื้นที่ฟาร์ม ส่วนโกดังสังกะสีเดิมได้รับการดัดแปลงเป็นโรงงานซ่อมบำรุงของฟาร์ม
หลังจากมีโรงงานแห่งใหม่พวกเขาก็ขยายไลน์สินค้าจากแยมสตรอว์เบอร์รี ไปสู่การทำแยมจากผลไม้อื่น ๆ รวมถึงซอส เครื่องปรุงรสหมักเนื้อ และมัสตาร์ด จากนั้นพวกเขาก็นำผลิตภัณฑ์ไปวางจำหน่ายในซุปเปอร์มาร์เก็ต จนกลายเป็นของฝากขึ้นชื่อที่นักท่องเที่ยวต้องซื้อเมื่อมาเยือนรัฐออสเตรเลียใต้
และแล้วจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่สุดของแบรนด์ก็เกิดขึ้นอีกครั้งในปี ค.ศ. 1986 เมื่อ Grant อ่านพบบทความในหนังสือพิมพ์ที่ระบุว่าสายการบิน Qantas กำลังเสิร์ฟแยมนำเข้าจากต่างประเทศให้แก่ผู้โดยสารชั้น First Class ด้วยเหตุนี้เขาจึงตัดสินใจโทรศัพท์ติดต่อ Qantas โดยเสนอแยมสตรอว์เบอร์รี Beerenberg ที่ผลิตในออสเตรเลียเป็นทางเลือก และ Qantas ก็ตอบรับ
การที่แบรนด์ได้ไปปรากฏอยู่บนสายการบินระดับโลก หลังจากนั้นไม่นาน คำสั่งซื้อจากเครือโรงแรมระดับโลก เช่น Hilton, Marriott และ InterContinental รวมถึงสายการบินต่างชาติอื่น ๆ ก็หลั่งไหลเข้ามา ทำให้ผลิตภัณฑ์ของพวกเขาได้รับการส่งออกไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ทั้งในเอเชีย ยุโรป และอเมริกา
กลยุทธ์ Mini Jar และการรีแบรนด์ของทายาทรุ่นที่ 6
ในปี ค.ศ. 1990 Grant ได้ปรับโฉมบรรจุภัณฑ์ของสินค้าในกลุ่มค้าปลีกให้ดูพรีเมียมยิ่งขึ้น โดยได้รับแรงบันดาลใจจากสีเขียวอันเป็นเอกลักษณ์ตัดกับสีทองของสะพาน Princes Street อันโด่งดังในเมืองเมลเบิร์น รูปลักษณ์ใหม่นี้ช่วยสร้างภาพลักษณ์ระดับพรีเมียมให้กับแบรนด์ได้อย่างชัดเจน
กลยุทธ์สำคัญที่ทำให้ Beerenberg สามารถเจาะตลาดโรงแรม และสายการบินได้คือ การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ขนาดเล็กพิเศษที่เรียกว่า “Mini Jar” โดยบรรจุแยมในปริมาณที่พอดีสำหรับการรับประทานหนึ่งมื้อเหมาะสำหรับการเสิร์ฟในโรงแรม สายการบิน และเรือสำราญ
กลยุทธ์นี้ประสบความสำเร็จอย่างสูง และในปัจจุบันผลิตภัณฑ์ Beerenberg ถูกใช้งานใน โรงแรมระดับสี่ และห้าดาวกว่า 300 แห่งทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมถึงบนสายการบินชั้นนำหลายแห่งทั้งในชั้น First Class และ Business Class
เมื่อ Grant และ Carol เริ่มก้าวเข้าสู่วัยเกษียณ ทายาทรุ่นที่ 6 ของตระกูล Paech สามพี่น้อง ได้แก่ Anthony, Sally และ Robert ก็ได้เข้ามารับช่วงต่อในการบริหารธุรกิจอย่างเต็มตัว โดยแบ่งหน้าที่ตามความเชี่ยวชาญ ได้แก่ Anthony Paech ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ดูแลภาพรวม และการเติบโตทางธุรกิจ Sally Paech ดูแลด้านการตลาด และภาพลักษณ์แบรนด์ ส่วน Robert Paech ดูแลส่วนงานฟาร์ม และการเพาะปลูก
ภายใต้การบริหารของคนรุ่นใหม่ Beerenberg ได้รับการปรับโฉมครั้งใหญ่ ในปี ค.ศ. 2013 เพื่อให้แบรนด์ดูร่วมสมัย และเข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่ได้ดียิ่งขึ้น Sally ได้ออกแบบฉลากสินค้าใหม่ โดยนำเสนอ “เรื่องราวของผู้คน” ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกในครอบครัว เพื่อน และพนักงาน ซึ่งบนขวดผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดจะมีชื่อ และเรื่องราวสั้น ๆ ที่เขียนด้วยอารมณ์ขัน และอบอุ่น เช่น แยมสูตรนี้เป็นสูตรโปรดของใคร หรือซอสนี้เหมาะกับการทำอาหารในค่ำคืนวันหยุดของครอบครัวอย่างไร การปรับโฉมนี้ช่วยเพิ่มคุณค่าทางอารมณ์ ทำให้ผู้บริโภครู้สึกผูกพันกับแบรนด์ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว Paech
ยกระดับการท่องเที่ยวและการยึดมั่นในคุณภาพวัตถุดิบ
แม้จะเติบโตเป็นบริษัทระดับสากล แต่ Beerenberg ยังคงรักษาฐานการผลิต และสำนักงานใหญ่ไว้ที่ Hahndorf รัฐออสเตรเลียใต้ เช่นเดิม ครอบครัว Paech เชื่อมั่นในการสนับสนุนชุมชนท้องถิ่น พวกเขาเลือกซื้อวัตถุดิบ เช่น กระเทียม หอมหัวใหญ่ มะเขือเทศ และผลไม้ จากเกษตรกรในออสเตรเลียใต้เป็นอันดับแรก เพื่อเป็นการกระจายรายได้ และควบคุมคุณภาพความสดใหม่ของวัตถุดิบ
ในปี ค.ศ. 2018 บริษัทได้ลงทุนครั้งใหญ่ด้วยงบประมาณกว่า 14 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ในการสร้างโรงงานผลิต โรงงานใหม่นี้ช่วยเพิ่มกำลังการผลิตได้ถึง 60,000 ขวดต่อกะทำงาน 8 ชั่วโมง และเพิ่มกำลังการผลิตโดยรวมถึง 15 ตันต่อกะ
ในปี ค.ศ. 2022 Beerenberg ได้ยกระดับประสบการณ์การท่องเที่ยวด้วยการเปิดตัวศูนย์บริการนักท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่ทันสมัย ครบครันไปด้วยคาเฟ่สไตล์ฟาร์ม ร้านไอศกรีมโฮมเมด พื้นที่สาธิตการทำอาหารและชิมผลิตภัณฑ์ ตลอดจนร้านค้าชุมชนบนฟาร์มที่ปรับโฉมใหม่ และพื้นที่จัดงานส่วนตัว
การพัฒนาในครั้งนี้ส่งผลให้ฟาร์ม Beerenberg ก้าวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวเชิงอาหาร ที่สมบูรณ์แบบแห่งออสเตรเลียใต้ ซึ่งสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวออสเตรเลีย และจากทั่วทุกมุมโลกได้อย่างล้นหลาม
ปรัชญาของแบรนด์และการส่งออกสู่ 24 ประเทศทั่วโลก
สิ่งที่ทำให้ Beerenberg แตกต่างจากคู่แข่งในตลาดคือ “ความซื่อสัตย์ต่อวัตถุดิบ” แบรนด์ปฏิเสธการใช้กลิ่นสังเคราะห์ สีผสมอาหาร หรือสารเคมีปรุงแต่ง แต่เลือกที่จะเน้นสัดส่วนของเนื้อผลไม้ และวัตถุดิบธรรมชาติจากท้องถิ่นออสเตรเลียใต้เป็นหลัก
Anthony Paech เคยกล่าวถึงวิสัยทัศน์ของแบรนด์ว่า “ภารกิจของเราคือการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของผู้คนผ่านรสชาติ” ส่วน Sally Paech ซึ่งเป็นน้องสาวของ Anthony กล่าวว่า “เมื่อลูกค้าเปิดขวด Beerenberg พวกเขาจะถูกพาย้อนเวลากลับไปสู่ยุคที่อาหารทุกอย่างทำจากวัตถุดิบสด และมีคุณค่า ยุคที่สตรอว์เบอร์รีมีรสชาติของสตรอว์เบอร์รีจริง ๆ”
ปัจจุบัน Beerenberg ส่งออกผลิตภัณฑ์ไปยัง 24 ประเทศทั่วโลก รวมถึงมาเลเซีย ญี่ปุ่น จีน สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เวียดนาม ศรีลังกา เกาหลี ฟิจิ นิวซีแลนด์ ไทย ไต้หวัน เนเธอร์แลนด์ มอริเชียส อินเดีย วานูอาตู มัลดีฟส์ และบรูไน
สามารถหาซื้อผลิตภัณฑ์ Beerenberg ได้ที่ริมปิงนะคะ


