แชร์

วันช็อกโกแลตโลก

อัพเดทล่าสุด: 2 ก.ค. 2026
วันที่ 7 กรกฎาคมของทุกปีถูกกำหนดให้เป็น World Chocolate Day หรือวันช็อกโกแลตโลก ซึ่งเป็นวันสำคัญที่คนรักช็อกโกแลตทั่วทุกมุมโลกจะใช้โอกาสนี้เฉลิมฉลองความอร่อย ความหลากหลาย และประวัติศาสตร์ของช็อกโกแลต จากเครื่องดื่มศักดิ์สิทธิ์ของชนเผ่าโบราณ สู่สัญลักษณ์แห่งความรัก และความสุขในปัจจุบัน

การเฉลิมฉลองวันช็อกโกแลตโลก เริ่มได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2009 แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่าใคร หรือองค์กรใดเป็นผู้ริเริ่มวันนี้อย่างเป็นทางการ แต่มีข้อสันนิษฐานว่าแนวคิดดังกล่าวอาจมีจุดเริ่มต้นจากประเทศฝรั่งเศส ก่อนจะขยายไปสู่หลายประเทศทั่วโลก ผ่านกิจกรรมการเฉลิมฉลองที่เกี่ยวข้องกับช็อกโกแลตในหลากหลายรูปแบบ

สาเหตุที่วันที่ 7 กรกฎาคม ถูกเลือกให้เป็นวันช็อกโกแลตโลก เชื่อกันว่าเป็นวันที่ตรงกับวันครบรอบการนำช็อกโกแลตเข้าสู่ทวีปยุโรปเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1550 เหตุการณ์ดังกล่าวนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์ของช็อกโกแลต เพราะทำให้โกโก้ ซึ่งเคยเป็นพืชพื้นเมืองของทวีปอเมริกาเริ่มแพร่หลายไปสู่โลกตะวันตก ก่อนจะได้รับการพัฒนา และต่อยอดจนกลายเป็นช็อกโกแลตในรูปแบบต่าง ๆ ที่ผู้คนทั่วโลกรู้จักกันในปัจจุบัน

 

ประวัติศาสตร์ของช็อกโกแลตเริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณ 4,000 ปีก่อน ในภูมิภาคเมโสอเมริกา ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ประเทศเม็กซิโก และอเมริกากลางในปัจจุบัน

ร่องรอยการบริโภคช็อกโกแลตที่เก่าแก่ที่สุดถูกพบในยุคของชาวโอลเม็ก ก่อนที่จะถูกสืบทอดมายังอารยธรรมมายา โดยชาวมายายกย่องให้ต้นโกโก้เป็นพืชศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่นำเมล็ดโกโก้มาคั่ว บด ผสมกับน้ำ พริก และเครื่องเทศต่าง ๆ เพื่อทำเป็นเครื่องดื่มรสขมที่เรียกว่า “Xocolatl” เครื่องดื่มนี้ถูกใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา งานแต่งงาน และเชื่อว่าเป็นยาบำรุงกำลัง

ต่อมาชาวแอซเท็กได้รับเอาวัฒนธรรมการดื่มช็อกโกแลตมาจากชาวมายา แต่พวกเขาให้ความสำคัญกับช็อกโกแลตในระดับที่สูงกว่า พวกเขาเชื่อว่าเมล็ดโกโก้เป็นของประทานจาก “Quetzalcoatl” เทพเจ้าแห่งปัญญา ดังนั้นเมล็ดโกโก้จึงมีค่ามากจนถูกนำมาใช้เป็นสกุลเงินในการแลกเปลี่ยนสินค้า เช่น เมล็ดโกโก้ 100 เมล็ด สามารถแลกไก่งวงได้ 1 ตัว นอกจากนี้เครื่องดื่มช็อกโกแลตในยุคนี้ยังถูกสงวนไว้สำหรับนักรบ นักบวช และชนชั้นสูง โดยว่ากันว่ากษัตริย์ Montezuma แห่งอาณาจักรแอซเท็ก ทรงโปรดปรานการดื่มช็อกโกแลตมาก โดยจะดื่มจากถ้วยทองคำวันละหลายสิบถ้วย


การเดินทางข้ามมหาสมุทรและการเปลี่ยนแปลงรสชาติ

จุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์ของช็อกโกแลตเกิดขึ้นเมื่อนักสำรวจชาวสเปนเดินทางมาถึงทวีปอเมริกา โดย Hernán Cortés นักพิชิตชาวสเปนได้มีโอกาสลิ้มลองเครื่องดื่มช็อกโกแลตเป็นครั้งแรกในราชสำนักของจักรพรรดิ Montezuma หลังจากนั้นเขาก็นำเมล็ดโกโก้กลับไปยังทวีปยุโรปในปี ค.ศ. 1550 และเมื่อมาถึงสเปนเครื่องดื่มช็อกโกแลตรสขมนี้ก็ได้รับการพัฒนาให้มีรสชาติดีขึ้น โดยการเติมน้ำตาล น้ำผึ้ง วานิลลา และอบเชย ลงไป ทำให้มีรสชาติหอมหวาน และกลายเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็วในหมู่ราชวงศ์ และชนชั้นสูงของสเปน

สเปนเก็บความลับเกี่ยวกับการผลิต และการบริโภคช็อกโกแลตไว้ได้นานเกือบหนึ่งศตวรรษ ก่อนที่จะแพร่หลายไปยังฝรั่งเศส อย่างไรก็ตามในช่วงแรกช็อกโกแลตยังคงถูกสงวนไว้ในหมู่ชนชั้นสูง และราชสำนักเท่านั้น เนื่องจากมีราคาแพง และต้องนำเข้าจากดินแดนอาณานิคมในทวีปอเมริกา จนกระทั่งในเวลาต่อมา เมื่อการเพาะปลูกโกโก้ขยายตัว และต้นทุนการผลิตลดลง ช็อกโกแลตจึงเริ่มเข้าถึงผู้บริโภคทั่วไป และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทั่วทวีปยุโรป


การปฏิวัติอุตสาหกรรมช็อกโกแลตในศตวรรษที่ 19

ช็อกโกแลตในรูปแบบที่เราคุ้นเคยในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นผงโกโก้ ช็อกโกแลตแท่ง หรือช็อกโกแลตนม ล้วนถือกำเนิดขึ้นจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรมของศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นยุคที่กระบวนการผลิตช็อกโกแลตได้รับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด จนสามารถผลิตได้ในระดับอุตสาหกรรม และเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1828 เมื่อ Coenraad Johannes van Houten นักเคมีชาวดัตช์ ได้คิดค้นเครื่องอัดโกโก้ที่สามารถสกัดไขมันหรือเนยโกโก้ออกจากเมล็ดโกโก้คั่วได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหลือเป็นผงโกโก้ที่มีไขมันต่ำ ละลายน้ำได้ดี และมีรสชาติที่นุ่มนวลกว่าเดิม ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากกระบวนการนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ Dutch Cocoa และนับเป็นรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมช็อกโกแลตสมัยใหม่

ต่อมาในปี ค.ศ. 1847 บริษัท J. S. Fry & Sons ประเทศอังกฤษ ประสบความสำเร็จในการผลิตช็อกโกแลตแท่งเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกของโลก โดยนำผงโกโก้มาผสมกับน้ำตาล และเนยโกโก้ในสัดส่วนที่เหมาะสม จนได้เนื้อช็อกโกแลตที่สามารถขึ้นรูปเป็นแท่งได้สำเร็จ นวัตกรรมนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์ช็อกโกแลต เพราะทำให้ช็อกโกแลตก้าวจากการเป็นเพียงแค่เครื่องดื่ม สู่การเป็นขนมหวานที่สามารถรับประทานได้สะดวก และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายไปทั่วโลกในเวลาต่อมา

ความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมช็อกโกแลตยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ในปี ค.ศ. 1875 Daniel Peter ผู้ผลิตช็อกโกแลตชาวสวิส ได้ร่วมมือกับ Henri Nestlé ผู้บุกเบิกการผลิตนมข้น และนมผง นำนมผงมาผสมกับช็อกโกแลตจนประสบความสำเร็จในการคิดค้น ช็อกโกแลตนม ที่มีรสชาติหวานละมุน เนื้อสัมผัสนุ่มนวล ส่งผลให้ช็อกโกแลตได้รับความนิยมในวงกว้าง และกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่เข้าถึงผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย

อีกหนึ่งนวัตกรรมที่เปลี่ยนโฉมหน้าวงการช็อกโกแลตเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1879 เมื่อ Rodolphe Lindt ได้คิดค้นเครื่อง Conche ซึ่งเป็นเครื่องกวน และนวดช็อกโกแลตอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายชั่วโมงหรือหลายวัน กระบวนการที่เรียกว่า Conching ช่วยลดความขม และความเป็นกรดของโกโก้ พร้อมทั้งทำให้อนุภาคของช็อกโกแลตละเอียดสม่ำเสมอ ส่งผลให้ช็อกโกแลตมีเนื้อสัมผัสที่เนียนนุ่ม ละลายในปาก และมีกลิ่นรสที่กลมกล่อมยิ่งขึ้น เทคโนโลยีดังกล่าวได้กลายเป็นมาตรฐานสำคัญของการผลิตช็อกโกแลตคุณภาพสูง และยังคงถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมช็อกโกแลตทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน


4 ประเภทหลักของช็อกโกแลตในปัจจุบัน

ปัจจุบัน ช็อกโกแลตสามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ตามสัดส่วนของส่วนผสม และกระบวนการผลิต ซึ่งแต่ละประเภทมีเอกลักษณ์ทั้งในด้านรสชาติ เนื้อสัมผัส และการนำไปใช้ ดังนี้

Dark Chocolate (ดาร์กช็อกโกแลต) : เป็นช็อกโกแลตที่มีสัดส่วนของโกโก้แมส และเนยโกโก้สูง โดยทั่วไปมีปริมาณโกโก้ตั้งแต่ประมาณ 50% ไปจนถึง 100% มีน้ำตาลในปริมาณน้อย และไม่มีส่วนผสมของนม จึงให้รสชาติเข้มข้น ขมอมหวาน และมีกลิ่นหอมของโกโก้อย่างเด่นชัด อีกทั้งยังเป็นประเภทที่มีสารฟลาโวนอยด์ และสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูง

Milk Chocolate (ช็อกโกแลตนม) : มีการเติมนมผง หรือนมเข้มข้น รวมทั้งน้ำตาลลงในส่วนผสม ทำให้มีรสชาติหวานละมุน เนื้อสัมผัสนุ่มนวล และมีกลิ่นหอมนม สัดส่วนของโกโก้มักอยู่ที่ประมาณ 10–40% จึงเป็นช็อกโกแลตที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในหมู่ผู้บริโภคทั่วโลก

White Chocolate (ไวท์ช็อกโกแลต) : แตกต่างจากช็อกโกแลตประเภทอื่นตรงที่ไม่มีส่วนผสมของโกโก้แมส แต่ผลิตจากเนยโกโก้ ผสมกับนม และน้ำตาล จึงมีสีขาวงาช้าง เนื้อสัมผัสครีมมี่ และรสชาติหวานมัน แม้จะไม่มีกลิ่นรสของโกโก้เข้มข้นเหมือนดาร์กช็อกโกแลต แต่ก็ยังได้รับการจัดให้เป็นช็อกโกแลตตามมาตรฐานของหลายประเทศ เนื่องจากมีส่วนประกอบหลักคือเนยโกโก้

Ruby Chocolate (รูบีช็อกโกแลต) : เป็นช็อกโกแลตประเภทใหม่ที่เปิดตัวสู่ตลาดโลกในปี ค.ศ. 2017 โดย Barry Callebaut ผลิตจากเมล็ดโกโก้สายพันธุ์รูบีที่มีเม็ดสีชมพูตามธรรมชาติ ทำให้ช็อกโกแลตมีสีชมพูอ่อนโดยไม่ต้องเติมสีหรือแต่งกลิ่นสังเคราะห์ อีกทั้งยังมีรสชาติเปรี้ยวอมหวานคล้ายผลไม้ตระกูลเบอร์รี จึงถือเป็นประเภทของช็อกโกแลตที่ได้รับการยอมรับเพิ่มจากดาร์กช็อกโกแลต ช็อกโกแลตนม และไวท์ช็อกโกแลต ซึ่งครองตลาดมาอย่างยาวนานกว่า 80 ปี
ประโยชน์ของช็อกโกแลตต่อสุขภาพ

นอกจากรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์แล้ว ช็อกโกแลตยังได้รับความสนใจจากวงการวิทยาศาสตร์ และโภชนาการในฐานะอาหารที่อาจส่งผลดีต่อสุขภาพด้วย อย่างไรก็ตามประโยชน์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นเมื่อบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม โดยประโยชน์ของช็อกโกแลตได้แก่

อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ : เมล็ดโกโก้เป็นแหล่งของสารประกอบกลุ่มฟลาโวนอยด์ และโพลีฟีนอล ซึ่งมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเสียหายของเซลล์จากอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบ และอาจช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกายในระยะยาว

ส่งเสริมสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด : สารฟลาโวนอลที่พบในโกโก้มีส่วนช่วยกระตุ้นการสร้างไนตริกออกไซด์ในเยื่อบุหลอดเลือด ส่งผลให้หลอดเลือดคลายตัว เพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนของเลือด และอาจช่วยลดความดันโลหิตในบางกลุ่มประชากรเมื่อบริโภคอย่างเหมาะสม

สนับสนุนการทำงานของสมอง : การไหลเวียนโลหิตที่ดีขึ้นอาจช่วยเพิ่มการส่งออกซิเจน และสารอาหารไปยังสมอง ซึ่งมีงานวิจัยบางส่วนชี้ว่าอาจส่งผลดีต่อความจำ สมาธิ และการทำงานด้านการรับรู้ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะการไหลเวียนเลือดลดลง

ช่วยผ่อนคลายและส่งเสริมอารมณ์ที่ดี : ช็อกโกแลตมีสารหลายชนิดที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบประสาท เช่น กรดอะมิโนทริปโตเฟน ซึ่งร่างกายนำไปใช้ในการสร้างเซโรโทนิน สารสื่อประสาทที่มีบทบาทในการควบคุมอารมณ์ นอกจากนี้การรับประทานช็อกโกแลตยังอาจกระตุ้นการหลั่งเอนดอร์ฟิน ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย และมีความสุขมากขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ช็อกโกแลตมักถูกเชื่อมโยงกับความรู้สึกดี และการเฉลิมฉลองในโอกาสพิเศษ

แม้ว่าช็อกโกแลตจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายประการ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการแนะนำให้บริโภคในปริมาณที่เหมาะสม เนื่องจากผลิตภัณฑ์ช็อกโกแลตหลายชนิดยังมีน้ำตาล และพลังงานค่อนข้างสูง การเลือกดาร์กช็อกโกแลตที่มีปริมาณโกโก้สูง และรับประทานอย่างพอดี จึงเป็นแนวทางที่ช่วยให้ได้รับทั้งความอร่อย และคุณค่าทางโภชนาการไปพร้อมกัน

วันช็อกโกแลตโลกไม่ได้เป็นเพียงโอกาสสำคัญสำหรับคนรักช็อกโกแลตในการลิ้มรสช็อกโกแลตเท่านั้น แต่ยังเป็นช่วงเวลาที่ช่วยสร้างความตระหนักถึงประวัติศาสตร์ของช็อกโกแลต สนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกโกโก้ ตลอดจนส่งเสริมการผลิตโกโก้ และช็อกโกแลตอย่างยั่งยืนในหลายประเทศทั่วโลกอีกด้วย

Tags :

บทความที่เกี่ยวข้อง
Focaccia (ฟอคคาเซีย)
ย้อนรอยประวัติศาสตร์ Focaccia (ฟอคคาเซีย) ขนมปังอิตาเลี่ยนแบบดั้งเดิม
Pavlova (พัฟโลวา)
เรื่องราวของ Pavlova (พัฟโลวา) จากบัลเลต์สู่ขนมหวานแสนอร่อยระดับโลก
White Asparagus-rimping.web
จากหน่อไม้ฝรั่งสีเขียวกลายเป็นหน่อไม้ฝรั่งสีขาวจนได้รับฉายา ทองคำขาวแห่งทวีปยุโรป
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้