แชร์

Wolf Blass (วูล์ฟ บลาส)

อัพเดทล่าสุด: 26 มิ.ย. 2025

Wolf Blass แบรนด์ไวน์จากออสเตรเลียที่คว้ามามากกว่า 10,000 รางวัลจากทั่วโลก ได้รับการจัดให้เป็น แบรนด์ไวน์อันดับ 1 ของออสเตรเลีย ในเรื่องไวน์คุณภาพสูงที่ควบคู่ไปกับการผลิตขนาดใหญ่ในปี 2003 และยังคงรักษามาตรฐานที่ดีมาได้จนถึงปัจจุบัน ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นมาจากน้ำพักน้ำแรงของชายผู้ก่อตั้งนามว่า Wolfgang Franz Otto Blass (วูล์ฟกัง ฟรานซ์ อ๊อตโต้ บลาส) หรือที่รู้จักกันในชื่อ วูล์ฟ ชายผู้ซึ่งไม่เคยหยุดสร้างสิ่งที่ดีที่สุดให้กับโลกของไวน์ วันนี้ Rimping Supermarket จะพาคุณไปติดตามเรื่องราวอันน่าทึ่งของเขาค่ะ

จุดเริ่มต้นที่ไม่คาดฝัน: จากช่างไฟสู่โลกของไวน์

วูล์ฟกัง ฟรานซ์ อ๊อตโต้ บลาส เกิดในปี ค.ศ. 1934 ที่ประเทศเยอรมัน ตั้งแต่เด็กจนถึงวัยรุ่น วูล์ฟไม่เคยคิดฝันว่าโชคชะตาของตัวเองกับเส้นทางไปสู่โลกของไวน์จะมาบรรจบกันได้เลย เขามีความใฝ่ฝันที่แตกต่างออกไป

ตอนเด็กๆ ไม่รู้ทำไม ผมคิดมาตลอดว่า โตขึ้นผมอยากจะเป็นช่างไฟและด้วยทักษะความสามารถที่ผมมีในตอนนั้น ผมกล้าพูดได้เลยว่าถ้าวันนี้ยังเป็นช่างไฟอยู่ พรุ่งนี้ผมน่าจะอดตาย วูล์ฟกล่าวพลางหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

วูล์ฟเองในช่วงวัยรุ่นนั้นก็ไม่ใช่เด็กที่สนใจเรื่องการเรียนนัก หนีเรียนอยู่บ่อยๆ ประกอบกับในยุคนั้นเยอรมันเพิ่งจะเริ่มฟื้นตัวจากผลพวงของ สงครามโลกครั้งที่สอง อัตราการจ้างงานจึงมีน้อยมาก คุณพ่อของวูล์ฟเห็นท่าจะไม่ดี ขืนปล่อยไว้อย่างนี้ลูกชายของเขาคงโตไปเป็นคนไม่มีอนาคต ดูแลครอบครัวไม่ได้ จึงยื่นคำขาดกับวูล์ฟไปว่า แกจะต้องกลับไปเรียนหนังสือหรือไม่ก็ไปฝึกงานในไร่ไวน์..เลือกเอา

วูล์ฟเองที่ไม่ได้มีใจให้กับการที่ต้องไปอยู่ในห้องเรียนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงเลือกไปอยู่ไร่ไวน์ ซึ่งวูล์ฟก็ไม่ได้คาดคิดว่าตนเองจะเกิดความหลงใหลในโลกของไวน์ได้ขนาดนี้ ผ่านไปเพียง 3 ปี วูล์ฟที่ในตอนนั้นอายุ 18 ปี กลายเป็นคนที่อายุน้อยที่สุดที่สำเร็จการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ไวน์ ณ เวลานั้น หลังจากนั้นไม่นานจึงย้ายไปสะสมประสบการณ์ที่แคว้นแชมเปญประเทศฝรั่งเศส และไปต่อที่ประเทศอังกฤษเพื่อศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับศาสตร์การปรุงไวน์ (Wine Blending) และในช่วงเวลานี้เองที่วูล์ฟได้รับข้อเสนอให้ทำงานกับไร่ไวน์ในออสเตรเลีย

การผจญภัยในออสเตรเลีย: คำเชิญชวนที่ไม่คาดฝัน

ปี 1960 ในขณะที่วูล์ฟกำลังง่วนอยู่กับงานในร้านขายไวน์ชื่อ เอเวอรี่ (Avery) ที่บริสตอล ประเทศอังกฤษ เขาได้รับโทรศัพท์จากสหภาพเกษตรกรออสเตรเลีย วูล์ฟจำชายที่อยู่ปลายสายได้ เพราะช่วงนั้นออสเตรเลียส่งออกไวน์มาขายที่อังกฤษเยอะมาก จึงมีการติดต่อสื่อสารธุรกิจกันอยู่พอควร

"คุณสนใจจะมาทำงานที่ออสเตรเลียสักสามปีมั้ยวูล์ฟ มีไร่ไวน์ที่กำลังหาคนที่มีความรู้เรื่องการทำไวน์ฟอง (Sparkling Wine) มาร่วมงานด้วย"

แน่นอน ในฐานะไวน์เมกเกอร์ (ผู้ที่ดูแลการผลิตไวน์ในทุกขั้นตอน) หนุ่มไฟแรง วูล์ฟเกิดความสนใจในงานนี้ขึ้นมาทันที แต่วูล์ฟไม่รู้อะไรเกี่ยวกับไวน์ออสเตรเลียเลย เขาจึงนั่งรถไฟเข้ามาที่ลอนดอน ตรงดิ่งไปที่อาคาร Australia House แล้วทดลองดื่มไวน์ออสเตรเลียทุกฉลากเท่าที่จะหาได้จากที่นั่น

"ไวน์พวกนี้รสชาติแย่มาก ผมทำได้ดีกว่านี้แน่นอน" วูล์ฟพูดถึงไวน์ที่เขาได้ชิมตอนนั้นและตัดสินใจรับงานที่ออสเตรเลีย

ความท้าทายและการสร้างสรรค์

ที่ออสเตรเลียไม่เหมือนยุโรปที่เขาจากมาเลย โดยเฉพาะอากาศที่ร้อนกว่าราวๆ 15 องศา แถมยังชื้นเหนียวตัวอีก สำหรับคนที่อยู่ในสภาพอากาศเย็นสบายมาตลอดชีวิต นี่อาจจะกลายเป็นความทุกข์ที่ยาวนานไปอีกสามปีเลยก็ได้

"ผมไม่เอาแล้ว ขอกลับบ้านเลยได้มั้ยเนี่ย!"

ณ ตอนนั้นตั๋วเที่ยวกลับก็อยู่ในกระเป๋ากางเกงของวูล์ฟนั่นแหละ แต่จะทำอย่างไรได้ เมื่อมาถึงแล้วก็ลองดูสักตั้ง..

วูล์ฟเซ็นสัญญาร่วมงานกับ Kaiser Stuhl Wines เป็นระยะเวลา 3 ปี ในตำแหน่ง Sparkling Wine Manager หน้าที่ของเขาคือทำไวน์ฟองของบริษัทให้ออกมาสู่ตลาดเทียบเคียงกับคู่แข่งรายอื่นๆ ที่ครองตลาดอยู่แล้ว วูล์ฟที่ตอนนั้นอายุ 27 ปี คิดว่าที่บริษัทนี้จะเป็นก้าวที่สูงขึ้นในอาชีพของเขา ต้องเป็นงานที่ใช้เทคนิคและความรู้ ต้องอุทิศเวลามหาศาลเพื่อที่จะผลิตไวน์ที่ออสเตรเลียไม่เคยมีออกมาได้..แต่เปล่าเลย บริษัทนี้กำลังถังแตก ไม่มีเงิน ไม่มีระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ไม่มีอะไรใกล้เคียงกับความสำเร็จเลย

วูล์ฟต้องแก้ปัญหาโดยใช้ความคิดสร้างสรรค์ ภายใต้กรอบข้อจำกัดด้านเงินทุน แต่วูล์ฟกลับสนุก

วงการไวน์ที่ออสเตรเลียในยุคนั้น ไร่ไวน์แต่ละแห่งไม่อนุญาตให้ไวน์เมกเกอร์ พูดคุยมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมอาชีพ เพราะกลัวความลับจะรั่วไหล วูล์ฟจึงรวมกลุ่มลับๆ กับคนทำไวน์จากไร่อื่นๆ เพื่อพบปะ แลกเปลี่ยนเทคนิคและปัญหากันทุกๆ คืนวันศุกร์ ทุกคนจะนำไวน์ของตัวเองมาเพื่อแชร์กันดื่มจนกลายเป็นเพื่อนสนิทกันในที่สุด

สร้างอาณาจักรของตัวเอง: Wolf Blass ถือกำเนิด

สัญญา 3 ปีหมดลง วูล์ฟออกมาทำงานอิสระ เป็นที่ปรึกษาด้านเทคนิคให้กับไร่ไวน์ต่างๆ รวมถึงเพื่อนๆ ของเขา เปลี่ยนไวเนอรี่ที่ผลิตแต่ไวน์หวานมาเป็นไวน์คุณภาพดีที่สามารถดื่มได้ทุกวัน จนไร่ไวน์เหล่านี้เริ่มมีชื่อเสียง ได้รับรางวัลมากมาย แต่วูล์ฟต้องขับรถไปๆ มาๆ กว่าพันกิโลเมตร ทำงานไม่มีวันหยุด และรับค่าจ้างแค่ชั่วโมงละ 2.50 เหรียญเท่านั้น

วูล์ฟมีความสุขที่ได้ช่วยเหลือผู้คน แต่มันคงถึงเวลาแล้วที่เขาจะต้องเริ่มทำอะไรของตัวเองเสียที

ในปี 1966 วูล์ฟสามารถซื้อที่ดินเพื่อทำไร่ไวน์เล็กๆ ประมาณ 3 เอเคอร์ ที่ บิลยาร่า (Bilyara) ในหุบเขา บารอสซ่า (Barossa Valley) และเริ่มต้นทำไวน์ของตัวเอง ซึ่งไร่ไวน์นี้คงจะเป็นชื่ออื่นใดไปไม่ได้นอกจากชื่อของวูล์ฟเอง (Wolfgang Franz Otto Blass) จึงเป็นที่มาของชื่อ Wolf Blass

นกอินทรี สัญลักษณ์แห่ง Wolf Blass

แล้วทำไม Wolf Blass ถึงมีสัญลักษณ์เป็นนกอินทรี?

คำว่า บิลยาร่า (Bilyara) นั้นเป็นภาษาของชนพื้นเมือง อะบอริจิน มีความหมายว่า นกอินทรี อีกทั้งตัวเขาเองก็มีบ้านเกิดที่ประเทศเยอรมันซึ่งมีนกอินทรีเป็นสัตว์ประจำชาติเช่นกัน จึงได้ตัดสินใจนำนกอินทรีมาเป็นตราสัญลักษณ์ของแบรนด์ Wolf Blass ตั้งแต่นั้นมา คลายข้อสงสัยที่ว่ามีคำว่า Wolf อยู่ในชื่อแบรนด์ แต่กลับไม่เห็นหมาป่าสักตัว

อุปสรรคและความสำเร็จ: การเติบโตของ Wolf Blass

ณ เวลานั้นวูล์ฟไม่มีเงินทุนพอที่จะทำไวน์ เพื่อนของเขา ไบรอัน ลิงค์ (Brian Link) ให้วูล์ฟยืมเงินเพื่อไปซื้อองุ่นมาผสมปรุงไวน์จนพอจะทำไวน์ลอตแรกออกมาได้ 2,500 ขวด ด้วยความที่ไวน์ยังไม่เป็นที่รู้จักจึงไม่ได้ทำยอดขายมากนัก ตัววูล์ฟเองก็ยังต้องกินต้องใช้..

ปี 1969 วูล์ฟเลิกทำงานที่ปรึกษาและเซ็นสัญญากับ Tolley Scott and Tolley ในตำแหน่ง Manager and Chief Winemaker โดยยังทำไวน์ของตัวเองควบคู่ไปด้วยหลังเลิกงาน เพียงแค่ 3 ปีเท่านั้น วูล์ฟก็ทำให้ไร่ไวน์แห่งนี้ประสบความสำเร็จสูงสุด ในฐานะผู้ผลิตไวน์แดงในออสเตรเลีย

ความสำเร็จที่ Tolley Scott and Tolley ไม่ได้หมายความว่าบอร์ดบริหารจะเห็นดีเห็นงามกับการที่วูล์ฟจะทำไวน์ของตัวเองไปด้วย

"วูล์ฟก! คุณจะทำงานให้เราหรือทำไวน์ของตัวเองกันแน่ เราไม่สามารถปล่อยให้คุณทำทั้งสองอย่างไปพร้อมๆ กันได้หรอกนะ คุณต้องเลือกแล้วล่ะ จะเอายังไง!?"

อีกครั้งหนึ่งที่วูล์ฟถูกยื่นคำขาดให้ต้องเลือกเส้นทางชีวิต และครั้งนี้เขาเลือกทำไวน์ของตัวเอง วูล์ฟไล่เรียงโทรศัพท์หาเพื่อนๆ ที่เขาเคยช่วยเหลือเมื่อครั้งเป็นที่ปรึกษา ทุกคนยืนยันที่จะช่วยวูล์ฟ เขาจึงบอกลาบอร์ดบริหารของ Tolley Scott and Tolley และเริ่มต้นทำไวน์ของตัวเองอย่างจริงจัง

ในปี 1973 Wolf Blass จึงเริ่มทยอยผลิตไวน์ออกมา โดยจะเน้นเป็นไวน์ที่ดื่มง่าย ดื่มได้ทันทีที่วางขายไม่ต้องนำไปเก็บต่อ ผู้หญิงก็เข้าถึงได้ เป็นไวน์สำหรับทุกคน ซึ่งไม่ได้เป็นแนวทางที่เป็นที่โปรดปรานของเหล่าคณะกรรมการประกวดไวน์และนักวิจารณ์เท่าไรนัก

กระนั้น ด้วยความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมาผนวกกับความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ ในวงการไวน์ของวูล์ฟ ไวน์จาก Wolf Blass เริ่มมีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถกวาดรางวัลทั้งระดับชาติและระดับโลกเข้ามาประดับตู้จนล้น วูล์ฟขยายธุรกิจของเขาไปยังไร่ไวน์ท้องถิ่นรายอื่นๆ เพื่อให้มีผลผลิตเพียงพอต่อการกระจายส่งไวน์ไปยังประเทศต่างๆ อีกกว่า 30 ประเทศ อีกทั้งยังเป็นการสร้างรายได้ให้กับเหล่าเกษตรกรไวน์อีกด้วย

การแบ่งซีรีส์ไวน์ด้วยสีฉลาก: ความเรียบง่ายที่สร้างความแตกต่าง

ไวน์ของ Wolf Blass ถูกแบ่งเป็นซีรีส์ต่างๆ ด้วยสีของฉลาก เพื่อเลี่ยงระบบการจัดลำดับชั้นของไวน์ที่ซับซ้อนในยุโรป ซึ่ง Wolf Blass ทำมาตั้งแต่ยุคแรกเริ่มในปี 1966

"เมื่อก่อนน่ะไวน์ที่นำเข้ามามีแต่ฉลากสีขาวหมดเลย คนออสเตรเลียที่นี่ก็ดื่มแต่เบียร์เป็นหลักกันอยู่แล้วด้วย เขาไม่เข้าใจหรอกว่าบนฉลากสีขาวนั่น ไวน์มันทำมาจากองุ่นพันธุ์อะไร มาจากแคว้นแดนไหน วูล์ฟอธิบาย ทำฉลากแยกเป็นคนละสีนี่แหละเข้าใจง่าย ส่วนที่ใช้สีเหลืองนี่ก็ไม่มีอะไรหรอก..มันเด่นดี"

ระบบการแบ่งซีรีส์ของไวน์ด้วยสีฉลากของวูล์ฟนั้นง่ายและได้ผลดีจริงๆ นอกเหนือจากฉลากสีเหลือง, แดง, ทอง แล้ว Wolf Blass ยังมีไวน์ฉลากสีอื่นๆ อีกไม่ว่าจะ สีเงิน, ดำ, ขาว, เทา ซึ่งแต่ละสีจะคัดเลือกองุ่นจากแหล่งเฉพาะมากขึ้น กระบวนการผลิตก็จะซับซ้อนขึ้นไปตามระดับของสีเช่นกัน

ตำนานที่ยังมีชีวิต: Wolf Blass ในปัจจุบัน

แม้ในปัจจุบัน Wolf Blass จะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ แต่วูล์ฟในช่วงอายุ 80 ปี ยังคงทำงานในฐานะ Ambassador for Wolf Blass Wines International ที่ต้องออกเดินทางไปทั่วโลก ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของ Wolf Blass ในกิจกรรมต่างๆ รวมถึงเป็นประธานมูลนิธิ Wolf Blass Foundation ที่ให้การสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมไวน์ออสเตรเลีย

ผมไม่เคยคิดที่จะเกษียณเลย นึกภาพไม่ออกเลยจริงๆ ว่าผมจะทนอยู่ในห้องครัวที่บ้านกับภรรยาได้อย่างไรทั้งวัน วูล์ฟพูดพลางหัวเราะเสียงดังลั่น หมอประจำตัวของผมเกษียณหมอฟันของผมก็เกษียณแล้วที่ปรึกษากฎหมาย พาร์ทเนอร์ เพื่อนๆ ของผม ทุกคนเกษียณกันหมดแล้ว ส่วนผมยังคงเป็นไอ้คนหัวดื้อ ที่มาออฟฟิศทุกวัน ทำงานจันทร์ถึงศุกร์ แล้วรู้อะไรไหม ผมยังคงหลงใหลที่จะทำมันจริงๆ เพราะผมรักไวน์ของผม

จากวันแรกที่วูล์ฟก้าวเท้าเข้ามาบนผืนแผ่นดินออสเตรเลียจนถึงวันนี้ ตั๋วกลับบ้านใบนั้นวูล์ฟยังเก็บไว้อยู่เลย หากวันนั้นเขาถอดใจกลับยุโรปไป คงไม่มี Wolf Blass, หุบเขา บารอสซ่า คงไม่อุดมไปด้วยไร่ไวน์ และบางทีไวน์ออสเตรเลียอาจไม่ยิ่งใหญ่ในโลกของไวน์อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้


บทความที่เกี่ยวข้อง
Passione Sentimento
ย้อนรอยประวัติศาสตร์ Passione Sentimento (ปาสซิโอเน เซนติเมนโต้) ไวน์จากไร่ไวน์เก่าแก่ของอิตาลี
Francis Ford Coppola
Francis Ford Coppola, from Hollywood to the Vineyards (ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา,จากฮอลลีวูดสู่ไร่องุ่น)
Wheat Beer (วีทเบียร์)
ย้อนรอยประวัติศาสตร์ความเป็นมาของ Wheat Beer (วีทเบียร์)
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้